e-Dhammacakkaพระวินัย
พระวินัยปิฎก › ภิกขุปาฏิโมกข์

สังฆาทิเสส ๑๓

อาบัติหนักรองจากปาราชิก — หากภิกษุล่วงละเมิด ต้องอยู่ปริวาส (กักบริเวณชั่วคราว) และประชุมสงฆ์ตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อให้พ้นจากอาบัติ ต้องใช้สงฆ์อย่างน้อย ๒๐ รูปจึงระงับได้

SNG-01

๑. สุกกวิสัฏฐิ

จงใจทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน — Sukkavissaṭṭhi

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. มีเจตนาจะให้น้ำอสุจิเคลื่อน
  2. ลงมือพยายาม (ด้วยมือ/สิ่งอื่น เพื่อให้เคลื่อน)
  3. น้ำอสุจิเคลื่อนออกจากฐาน

⚖️ระดับอาบัติ

จงใจและน้ำอสุจิเคลื่อนจริงสังฆาทิเสส
จงใจและพยายาม แต่น้ำอสุจิยังไม่เคลื่อนถุลลัจจัย
เพ่งดูอวัยวะเพศ (ของหญิง/เด็ก/สัตว์) ด้วยจิตกำหนัดทุกกฏ
เคลื่อนขณะฝัน / ไม่เจตนา / เพราะป่วยไม่ต้องอาบัติ

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: พระเสยยสกะ ผู้มีความไม่ยินดีในพรหมจรรย์ พระอุทายีแนะนำให้ท่านทำสุกกวิสัฏฐิ (ปล่อยน้ำอสุจิ) เพื่อบรรเทาความกระสัน — พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นการทำผิดที่ร้ายแรง จึงบัญญัติเป็นสังฆาทิเสสข้อที่ ๑
  • การเพ่งดูอวัยวะเพศของหญิง (แม้หญิงจะนุ่งผ้าร้อยชั้น) ถ้าภิกษุยืนข้างหน้า/ข้างหลังแล้วเพ่งดูโดยเจตนา = ทุกกฏ — แม้เป็นเด็กหรือสัตว์ดิรัจฉานก็ใช้หลักเดียวกัน ถ้าเพ่งครั้งเดียวต่อเนื่องทั้งวัน = ทุกกฏตัวเดียว แต่ถ้าเหลียวดูซ้ำหลายครั้ง = ทุกกฏหลายตัว

📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ

เรื่องฝันไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล อสุจิของภิกษุรูปหนึ่งเคลื่อนเพราะฝัน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ อสุจิเคลื่อนเพราะฝัน ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๐
เรื่องถ่ายอุจจาระไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังถ่ายอุจจาระอยู่ อสุจิเคลื่อนแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๐
เรื่องถ่ายปัสสาวะไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังถ่ายปัสสาวะอยู่ อสุจิเคลื่อนแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๐
เรื่องตรึกถึงกามไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังนึกถึงกามารมณ์อยู่ อสุจิเคลื่อนแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุตรึกถึงกามไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๐
เรื่องอาบน้ำร้อน ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังอาบนํ้าร้อนอยู่ อสุจิเคลื่อนแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๑
เรื่องอาบน้ำร้อน ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน กำลังอาบนํ้าร้อนอยู่ อสุจิเคลื่อนแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๑
เรื่องอาบน้ำร้อน ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน กำลังอาบน้ำร้อนอยู่ แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๑
เรื่องทายา ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีแผลที่องค์กำเนิด เมื่อเธอกำลังทายาอยู่ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๒
เรื่องทายา ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีแผลที่องค์กำเนิด เธอมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน ทายาอยู่ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๒
๑๐เรื่องทายา ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีแผลที่องค์กำเนิด เธอมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน ทายาอยู่ แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๒
๑๑เรื่องเกาอัณฑะ ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแลภิกษุรูปหนึ่งกำลังเกาอัณฑะ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๒
๑๒เรื่องเกาอัณฑะ ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน เกาอัณฑะอยู่ อสุจิเคลื่อนเธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๓
๑๓เรื่องเกาอัณฑะ ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน เกาอัณฑะอยู่ แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๓/๖๐๓
๑๔เรื่องเดินทาง ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังเดินทาง อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๓
๑๕เรื่องเดินทาง ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังเดินทางมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน อสุจิเคลื่อนแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๔
๑๖เรื่องเดินทาง ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังเดินทางมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๔
๑๗เรื่องหนังหุ้มปลายองค์กำเนิด ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับหนังหุ้มปลายองค์กำเนิดถ่ายปัสสาวะอยู่ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๔
๑๘เรื่องหนังหุ้มปลายองค์กำเนิด ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จับหนังหุ้มปลายองค์กำเนิดถ่ายปัสสาวะอยู่ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๔
๑๙เรื่องหนังหุ้มปลายองค์กำเนิด ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จับหนังหุ้มปลายองค์กำเนิดถ่ายปัสสาวะอยู่ แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๕
๒๐เรื่องเรือนไฟ ๖ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอังหน้าท้องอยู่ในเรือนไฟ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๕
๒๑เรื่องเรือนไฟ ๖ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน อังหน้าท้องอยู่ในเรือนไฟ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๕
๒๒เรื่องเรือนไฟ ๖ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน อังหน้าท้องอยู่ในเรือนไฟ แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๕
๒๓เรื่องเรือนไฟ ๖ เรื่อง (๔)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนวดหลังให้พระอุปัชฌาย์อยู่ในเรือนไฟ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๖
๒๔เรื่องเรือนไฟ ๖ เรื่อง (๕)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน นวดหลังให้พระอุปัชฌาย์อยู่ในเรือนไฟ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๖
๒๕เรื่องเรือนไฟ ๖ เรื่อง (๖)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน นวดหลังให้พระอุปัชฌาย์อยู่ในเรือนไฟ แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๖
๒๖เรื่องขาอ่อน ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งให้องค์กำเนิดเสียดสีขาอ่อน อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๗
๒๗เรื่องขาอ่อน ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อนให้องค์กำเนิดเสียดสีขาอ่อน อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๗
๒๘เรื่องขาอ่อน ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อนให้องค์กำเนิดเสียดสีขาอ่อน แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๗
๒๙เรื่องใช้สามเณรสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงบอกสามเณรรูปหนึ่งว่า “มานี่ พ่อสามเณร จงจับองค์กำเนิดของฉัน” สามเณรได้จับองค์กำเนิดของภิกษุนั้นแล้ว อสุจิของภิกษุนั้นเคลื่อน เธอได้ มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๗
๓๐เรื่องสามเณรหลับทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้จับองค์กำเนิดของสามเณรผู้นอนหลับอยู่ อสุจิของภิกษุนั้นเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๔/๖๐๘
๓๑เรื่องหนีบด้วยขาอ่อน ๓ เรื่องไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งหนีบองค์กำเนิดด้วยขาอ่อน อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๐๘
๓๒เรื่องหนีบด้วยขาอ่อน ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงหนีบองค์กำเนิดด้วยขาอ่อน อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๐๘
๓๓เรื่องหนีบด้วยขาอ่อน ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงหนีบองค์กำเนิดด้วยขาอ่อน แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๐๙
๓๔เรื่องบีบด้วยกำมือ ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งบีบองค์กำเนิดด้วยกำมือ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๐๙
๓๕เรื่องบีบด้วยกำมือ ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงบีบองค์กำเนิดด้วยกำมือ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๐๙
๓๖เรื่องบีบด้วยกำมือ ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงบีบองค์กำเนิดด้วยกำมือ แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๐๙
๓๗เรื่องแอ่นสะเอวในอากาศ ๒ เรื่อง (๑)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงแอ่นสะเอวในอากาศ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๐
๓๘เรื่องแอ่นสะเอวในอากาศ ๒ เรื่อง (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงแอ่นสะเอวในอากาศ แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๐
๓๙เรื่องดัดกาย ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังดัดกายอยู่ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๐
๔๐เรื่องดัดกาย ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อนจึงดัดกาย อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๑
๔๑เรื่องดัดกาย ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อนจึงดัดกาย แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๑
๔๒เรื่องเพ่งองค์กำเนิดไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดเพ่งดูองค์กำเนิดของมาตุคาม อสุจิของภิกษุนั้นเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีความกำหนัดไม่ควรเพ่งดูองค์กำเนิดของมาตุคาม รูปใดเพ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๑
๔๓เรื่องสอดเข้าช่องดาล ๒ เรื่อง (๑)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสอดองค์กำเนิดเข้าช่องดาล อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๑
๔๔เรื่องสอดเข้าช่องดาล ๒ เรื่อง (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสอดองค์กำเนิดเข้าช่องดาล แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๒
๔๕เรื่องใช้ไม้สี ๒ เรื่อง (๑)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน ใช้ไม้สีองค์กำเนิด อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติ สังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๒
๔๖เรื่องใช้ไม้สี ๒ เรื่อง (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงใช้ไม้สีองค์กำเนิด แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๒
๔๗เรื่องสรงนํ้าทวนกระแส ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งสรงนํ้าทวนกระแส อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๒
๔๘เรื่องสรงนํ้าทวนกระแส ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสรงน้ำทวนกระแส อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๓
๔๙เรื่องสรงนํ้าทวนกระแส ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสรงน้ำทวนกระแส แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๓
๕๐เรื่องเล่นนํ้าโคลน ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเล่นนํ้าโคลนอยู่ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๓
๕๑เรื่องเล่นนํ้าโคลน ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงเล่นน้ำโคลน อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๔
๕๒เรื่องเล่นนํ้าโคลน ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงเล่นนํ้าโคลน แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๔
๕๓เรื่องเดินลุยนํ้า ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเดินลุยนํ้าอยู่ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๔
๕๔เรื่องเดินลุยนํ้า ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงเดินลุยนํ้า อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๔
๕๕เรื่องเดินลุยนํ้า ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงเดินลุยนํ้า แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๕
๕๖เรื่องเล่นไถลก้น ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเล่นไถลก้นอยู่ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๕
๕๗เรื่องเล่นไถลก้น ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงเล่นไถลก้น อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๕
๕๘เรื่องเล่นไถลก้น ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงเล่นไถลก้น แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติ สังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๖/๖๑๕
๕๙เรื่องเดินลุยดงบัว ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเดินลุยดงบัวอยู่ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๖
๖๐เรื่องเดินลุยดงบัว ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงเดินลุยดงบัว อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๖
๖๑เรื่องเดินลุยดงบัว ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงเดินลุยดงบัว แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๖
๖๒เรื่องสอดเข้าในทราย ๒ เรื่อง (๑)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสอดองค์กำเนิดเข้าไปในทราย อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๗
๖๓เรื่องสอดเข้าในทราย ๒ เรื่อง (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสอดองค์กำเนิดเข้าไปในทราย แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๗
๖๔เรื่องสอดเข้าในตม (๑)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสอดองค์กำเนิดเข้าไปในตม อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๗
๖๕เรื่องสอดเข้าในตม (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสอดองค์กำเนิดเข้าไปในตม แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๗
๖๖เรื่องใช้นํ้ารด ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งใช้น้ำรดองค์กำเนิด อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะให้เคลื่อนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๘
๖๗เรื่องใช้นํ้ารด ๓ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงใช้นํ้ารดองค์กำเนิด อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๘
๖๘เรื่องใช้นํ้ารด ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงใช้น้ำรดองค์กำเนิด แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๘
๖๙เรื่องสีบนที่นอน ๒ เรื่อง (๑)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสีองค์กำเนิดบนที่นอน อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๘
๗๐เรื่องสีบนที่นอน ๒ เรื่อง (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสีองค์กำเนิดบนที่นอน แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้เคลื่อน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๙
๗๑เรื่องสีกับนิ้วหัวแม่มือ ๒ เรื่อง (๑)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสีองค์กำเนิดกับนิ้วหัวแม่มือ อสุจิเคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๙
๗๒เรื่องสีกับนิ้วหัวแม่มือ ๒ เรื่อง (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้อสุจิเคลื่อน จึงสีองค์กำเนิดกับนิ้วหัวแม่มือ แต่อสุจิไม่เคลื่อน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๖๘/๖๑๙
#พระเสยยสกะ#น้ำอสุจิ#เจตนา
SNG-02

๒. กายสังสัคค

ถูกต้องกายหญิงด้วยจิตกำหนัด — Kāyasaṃsagga

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ผู้ถูกต้อง เป็นหญิง (มนุษย์)
  2. รู้ว่าเป็นหญิง
  3. มีจิตกำหนัด (ยินดีในทางเพศ)
  4. ถูกต้องกายหญิงด้วยกายของตน (จับ-ลูบ-คลำ-บีบ-สัมผัส ฯลฯ)

⚖️ระดับอาบัติ

จับกายหญิง / จับผมหญิง (แม้เส้นเดียว) / จับช้องผม ด้วยจิตกำหนัดสังฆาทิเสส
ถูกต้องของที่เนื่องด้วยหญิง (เช่น ผ้าที่นุ่ง)ถุลลัจจัย
ถูกต้องกายหญิงโดยไม่มีจิตกำหนัด เช่น ยกเท้าถูกต้องหญิงกำลังไหว้ถุลลัจจัย
ถูกต้องโดยไม่เจตนา / ไม่รู้ / หลับไม่ต้องอาบัติ

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: พระอุทายี จับต้องกายสตรีที่มาเยี่ยมวัดด้วยจิตกำหนัด สตรีนั้นไปฟ้อง พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทนี้
  • ภิกษุใช้บาตรถูกต้องหญิงด้วยจิตกำหนัด — ไม่เป็นสังฆาทิเสส แต่ปรับ ถุลลัจจัย (เพราะถูกต้องผ่านของกลาง ไม่ใช่กายโดยตรง)
  • ขอบเขตของ "กาย" ครอบคลุม — ผมแม้เส้นเดียว / ช้องผมประดับแก้วมุกดา/แก้วมณี ก็นับเป็นกายหญิง ถ้าภิกษุจับด้วยจิตกำหนัด = สังฆาทิเสส ไม่สามารถแก้ตัวว่า "จับเฉพาะช้องที่ประดับ ไม่ได้จับผม"

📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ

เรื่องมารดาทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายมารดาด้วยความรักฉันแม่ลูก เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๒
เรื่องธิดาทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายธิดาด้วยความรักฉันพ่อลูก เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๓
เรื่องพี่น้องหญิงทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายพี่น้องหญิงด้วยความรักฉันพี่น้อง เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๓
เรื่องภรรยาสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายอดีตภรรยา เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๓
เรื่องนางยักษ์ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายนางยักษ์ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๓
เรื่องบัณเฑาะก์ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายบัณเฑาะก์ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่อง นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๓
เรื่องหญิงหลับสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายหญิงนอนหลับ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๔
เรื่องหญิงตายถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายหญิงที่ตายแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๔
เรื่องสัตว์ดิรัจฉานเพศเมียทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๔
๑๐เรื่องตุ๊กตาไม้ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจับต้องกายตุ๊กตาไม้ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๑/๖๔๔
๑๑เรื่องฉุดต่อ ๆ กันไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงจำนวนมากเอาแขนต่อ ๆ กันโอบพาภิกษุรูปหนึ่งไป ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีไหม” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๕
๑๒เรื่องสะพานทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดจึงเขย่าสะพานที่หญิงเดินขึ้นไป เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๕
๑๓เรื่องหนทางสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพบหญิงเดินสวนทางมา มีความกำหนัดจึงใช้ไหล่กระทบ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัตสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๕
๑๔เรื่องต้นไม้ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดจึงเขย่าต้นไม้ที่หญิงขึ้นไป เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๕
๑๕เรื่องเรือทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดโคลงเรือที่หญิงนั่งอยู่ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๖
๑๖เรื่องเชือกถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดกระตุกเชือกที่หญิงจับไว้ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๖
๑๗เรื่องท่อนไม้ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดดึงท่อนไม้ที่หญิงถือไว้ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๖
๑๘เรื่องดันด้วยบาตรถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดใช้บาตรดันหญิง เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๖
๑๙เรื่องไหว้สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดยกเท้าขึ้นถูกหญิงที่กำลังไหว้อยู่ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๗
๒๐เรื่องพยายามแต่มิได้แตะต้องทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพยายามว่าจะจับหญิง แต่มิได้แตะต้อง เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๒/๖๔๗
#พระอุทายี#จิตกำหนัด#ถูกต้องหญิง
SNG-03

๓. ทุฏฐุลลวาจา

พูดเกี้ยวหญิง (คำชั่วหยาบ) — Duṭṭhullavācā

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ผู้ฟัง เป็นหญิง (มนุษย์)
  2. รู้ว่าเป็นหญิง
  3. มีจิตกำหนัด
  4. พูดคำเกี้ยวเรื่องเพศสัมพันธ์ (พรรณนาเรื่องอวัยวะเพศ/เมถุน)
  5. ผู้ฟังเข้าใจ ในขณะนั้น

⚖️ระดับอาบัติ

พูดเกี้ยวเรื่องเพศกับหญิง โดยหญิงเข้าใจสังฆาทิเสส
พูดแต่ผู้ฟังไม่เข้าใจทันทีถุลลัจจัย
พูดกับอมนุษย์ / สัตว์ทุกกฏ

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: พระอุทายีพูดเกี้ยวสตรีที่มาเยี่ยม ด้วยคำพรรณนาลักษณะอวัยวะเพศหรือการร่วมเพศ
  • มีเรื่องเล่าในอรรถกถา — สตรีถามภิกษุรูปหนึ่งว่า "ท่านเจ้าข้า ทำอย่างไรดิฉันจึงจะได้ไปสุคติ" ภิกษุตอบว่า "น้องหญิง จงถวายทานอันเลิศ" สตรีถามว่าอะไรคือทานอันเลิศ ภิกษุตอบว่า "เมถุนธรรม" (การร่วมเพศ) — พระพุทธเจ้าทรงปรับเป็นสังฆาทิเสส

📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ

เรื่องผ้ากัมพลสีแดงทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลใหม่สีแดง ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง เธอมีสีแดงนะ” นางไม่เข้าใจความหมาย จึงตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ ผ้ากัมพลใหม่สีแดงค่ะ” ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๘/๖๖๑
เรื่องผ้ากัมพลขนแข็งทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลขนแข็ง ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง เธอมีขนแข็งนะ” นางไม่เข้าใจความหมายจึงตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ ผ้ากัมพลมีขนแข็งค่ะ” ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๘/๖๖๑
เรื่องผ้ากัมพลขนยุ่งทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลซักใหม่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง เธอมีขนยุ่งนะ” นางไม่เข้าใจความหมายจึงตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ ผ้ากัมพลซักใหม่ค่ะ” ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๘/๖๖๒
เรื่องผ้ากัมพลขนหยาบทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลขนหยาบซักใหม่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง เธอมีขนหยาบนะ” นางไม่เข้าใจความหมาย จึงตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ ผ้ากัมพลขนหยาบค่ะ” ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๘/๖๖๒
เรื่องผ้ากัมพลขนยาวทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งห่มผ้าห่มมีขนยาว ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง เธอมีขนยาว” นางไม่เข้าใจความหมาย จึงตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ ผ้าห่มมีขนยาวค่ะ” ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๘/๖๖๒
เรื่องนาหว่านทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงผู้หนึ่งหว่านข้าวในนาแล้วกลับมา ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง เธอหว่านนาเสร็จแล้วหรือ” นางไม่เข้าใจความหมาย จึงตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ แต่ยังไม่ได้ไถกลบ” ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๙/๖๖๓
เรื่องมรรคาราบเรียบถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพบนางปริพาชิกาเดินสวนทางมามีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง มรรคาของเธอราบเรียบดีหรือ” นางไม่เข้าใจความหมาย จึงตอบว่า “เจ้าค่ะท่าน ท่านจักเดินไปได้” ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๙/๖๖๓
เรื่องมีศรัทธาสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะหญิงคนหนึ่งว่า “น้องหญิง เธอเป็นคนมีศรัทธามาก จะถวายของที่เธอให้สามีแก่พวกฉันบ้างไม่ได้หรือ” หญิงนั้นถามว่า “ของอะไรเจ้าข้า” ภิกษุนั้นตอบว่า “เมถุนธรรมจ้ะ” ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูกอนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๙/๖๖๔
เรื่องให้ทานสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะหญิงผู้หนึ่งว่า “น้องหญิง เธอเป็นคนมีศรัทธา ทำไมไม่ถวายทานที่เลิศแก่พวกฉันบ้าง” หญิงนั้นถามว่า “อะไรเจ้าขา ชื่อว่าทานที่เลิศ” ภิกษุตอบว่า “เมถุนธรรมจ้ะ” ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๙/๖๖๔
๑๐เรื่องทำงาน ๓ เรื่อง (๑)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง ยืนขึ้นสิ ฉันจักทำเอง” นางไม่เข้าใจ ความหมาย ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๙/๖๖๔
๑๑เรื่องทำงาน ๓ เรื่อง (๒)ทุกกฏ
กัโดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง นั่งลงสิ ฉันจักทำเอง” นางไม่เข้าใจ ความหมาย ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๙/๖๖๕
๑๒เรื่องทำงาน ๓ เรื่อง (๓)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัดพูดเคาะว่า “น้องหญิง นอนลงสิ ฉันจักทำเอง” นางไม่เข้าใจความหมาย ภิกษุรูปนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๘๙/๖๖๕
#พระอุทายี#วาจา#เกี้ยวหญิง
SNG-04

๔. อัตตกามปาริจริยา

พูดชวนหญิงให้บำเรอกามแก่ตน — Attakāmapāricariyā

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ผู้ฟัง เป็นหญิง (มนุษย์)
  2. รู้ว่าเป็นหญิง
  3. มีจิตกำหนัด
  4. พูดพรรณนาคุณการบำเรอกามแก่ตน (เช่น "การถวายเมถุนเป็นทานสูงสุด")
  5. ผู้ฟังเข้าใจ

⚖️ระดับอาบัติ

พูดชวนให้หญิงบำเรอกามตน โดยหญิงเข้าใจสังฆาทิเสส
พูดแต่หญิงไม่เข้าใจถุลลัจจัย

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: พระอุทายีพรรณนาให้สตรีฟังว่า "การบำเรอกามแก่พระผู้ทรงศีลเป็นบุญสูงสุด" สตรีรู้สึกดูถูก จึงไปฟ้อง — พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทนี้
  • อรรถกถาบอกว่าสตรีที่ได้ฟังกล่าวว่า "เราจะด้อยกว่าหญิงอื่นด้วยอะไร? ด้วยโภคะ? ด้วยเครื่องแต่งตัว? ด้วยรูปร่าง? หญิงใดเล่าจะดีกว่าเรา" — ผู้ฟังจึงโกรธและไปฟ้อง

📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ

เรื่องหญิงหมันว่าทำไฉนจะมีบุตรสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงหมันคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะได้บุตร” ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ” “อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๙๕/๖๗๘
เรื่องหญิงมีบุตรถี่สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งมีบุตรถี่ จึงถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะไม่มีบุตร” ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ” “อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๙๕/๖๗๘
เรื่องเป็นที่รักสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะเป็นที่รักของสามี” ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ” “อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๙๕/๖๗๘
เรื่องมีโชคดีสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะมีโชคดี” ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ” “อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๙๕/๖๗๙
เรื่องจะถวายอะไรดีสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุถุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ดิฉันจะถวายอะไรแก่พระคุณเจ้าดี” ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง เธอจงถวายทานที่เลิศ” “อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๙๕/๖๗๙
เรื่องจะอุปัฏฐากด้วยอะไรดีสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ดิฉันจะอุปัฏฐากพระคุณเจ้าด้วยอะไรดี” ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงอุปัฏฐากด้วยการให้ทานที่เลิศ” “อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๙๕/๖๗๙
เรื่องไฉนจึงจะไปสุคติสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งได้ถามภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ทำไฉนดิฉันจึงจะได้ไปสุคติ” ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทานที่เลิศ” “อะไรเจ้าคะ ชื่อว่าทานที่เลิศ” “เมถุนธรรมจ้ะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๙๕/๖๘๐
#อัตตกาม#พรรณนาคุณ
SNG-05

๕. สัญจริตต

ทำหน้าที่สื่อรักชายหญิง — Sañcaritta

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. รับฝากข่าวสาส์นชาย-หญิง (เพื่อการสมสู่)
  2. ไปบอกอีกฝ่าย
  3. กลับมาบอกคำตอบ
  4. ทั้ง ๓ ขั้นตอน ครบถ้วน = สังฆาทิเสส

ครอบคลุมทั้งภรรยาที่แต่งงาน, ภรรยาสินไถ่, ภรรยาชั่วคราว และหญิงแพศยา ๑๐ ประเภท

⚖️ระดับอาบัติ

ทำหน้าที่สื่อครบ ๓ ขั้น (รับ–ไปบอก–มาบอก)สังฆาทิเสส
ทำ ๒ ขั้น (ขาดขั้นใดขั้นหนึ่ง)ถุลลัจจัย
ทำเพียงขั้นเดียวทุกกฏ
ชักสามีภรรยาที่ทะเลาะกันให้คืนดี (ยังไม่หย่า)ไม่ต้องอาบัติ

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: มีภิกษุทำหน้าที่ชักสื่อชายหญิงให้เป็นคู่สามีภรรยา ทำให้คนลือว่า "ภิกษุเป็นแม่สื่อ" พระพุทธเจ้าตำหนิและบัญญัติ
  • อรรถกถายกกรณี — ภิกษุชักโยง สามี-ภรรยาที่ทะเลาะกันแล้วภรรยากลับไปเรือนมารดา ให้คืนดีกัน ภิกษุสงสัยว่าต้องอาบัติไหม พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ถ้ายังไม่หย่ากัน ไม่ต้องอาบัติ" (เพราะทั้งคู่ยังเป็นคู่ครองตามกฎหมาย)

📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ

เรื่องหญิงหลับทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ชายคนหนึ่งสั่งภิกษุรูปหนึ่งไว้ว่า “พระคุณเจ้าขอรับ ขอพระคุณเจ้าช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุนั้นไปถามคนทั้งหลายว่าหญิงชื่อนี้อยู่ที่ไหน เขาตอบว่าหลับอยู่ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๓๔๑/๗๕๑
เรื่องหญิงตายทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ชายคนหนึ่งสั่งภิกษุรูปหนึ่งไว้ว่า “พระคุณเจ้าขอรับ ขอพระคุณเจ้าช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุนั้นไปถามคนทั้งหลายว่าหญิงชื่อนี้อยู่ที่ไหน เขาตอบว่าตายเสียแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๓๔๑/๗๕๑
เรื่องหญิงย้ายบ้านทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ชายคนหนึ่งสั่งภิกษุรูปหนึ่งไว้ว่า “พระคุณเจ้าขอรับ ขอพระคุณเจ้าช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุนั้นไปถามคนทั้งหลายว่าหญิงชื่อนี้อยู่ที่ไหน เขาตอบว่าย้ายบ้านไปแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๓๔๑/๗๕๒
เรื่องผู้มิใช่หญิงทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ชายคนหนึ่งสั่งภิกษุรูปหนึ่งไว้ว่า “พระคุณเจ้าขอรับ ขอพระคุณเจ้าช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุนั้นไปถามคนทั้งหลายว่าหญิงชื่อนี้อยู่ที่ไหน เขาตอบว่าผู้นั้นไม่ใช่หญิง เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๓๔๑/๗๕๒
เรื่องหญิงบัณเฑาะก์ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ชายคนหนึ่งสั่งภิกษุรูปหนึ่งไว้ว่า “พระคุณเจ้าขอรับ ขอพระคุณเจ้าช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุนั้นไปถามคนทั้งหลายว่าหญิงชื่อนี้อยู่ที่ไหน เขาตอบว่าผู้นั้นเป็นหญิงบัณเฑาะก์ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๓๔๑/๗๕๒
เรื่องชักโยงสามีภรรยาผู้ทะเลาะให้คืนดีไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับสามีจึงได้ไปยังเรือนมารดา ภิกษุกุลุปกะได้ชักโยงให้คืนดีกันแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เขาหย่ากันแล้วหรือ” “เขายังไม่ได้หย่ากัน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติ เพราะเขายังไม่ได้หย่ากัน”
📍 วิ.มหา. ๑/๓๔๑/๗๕๓
เรื่องการชักสื่อในบัณเฑาะก์ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ชายคนหนึ่งชักสื่อในบัณเฑาะก์แล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๓๔๑/๗๕๓
#สื่อรัก#แม่สื่อ
SNG-06

๖. กุฏิการ

สร้างกุฏิเกินขนาด/ไม่ผ่านสงฆ์ — Kuṭikāra

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ภิกษุ สร้างกุฏิด้วยทรัพย์ที่ขอมาเอง (ไม่มีผู้ถวาย)
  2. ไม่ผ่านการ แสดงที่ให้โดยสงฆ์ (ภิกษุไม่ได้พาสงฆ์ไปดูและยืนยันว่าที่ดินเหมาะสม)
  3. หรือสร้าง เกินขนาดที่กำหนด — ยาวเกิน ๑๒ คืบพระสุคต × กว้างเกิน ๗ คืบ (ภายใน)

⚖️ระดับอาบัติ

สร้างเกินขนาดหรือไม่ให้สงฆ์แสดงที่สังฆาทิเสส
มีผู้ถวายทรัพย์และสร้างตามขนาดที่กำหนดไม่ต้องอาบัติ

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: ภิกษุชาวแคว้นอาฬวี (อาฬวกา) ขอทรัพย์จากชาวบ้านเพื่อสร้างกุฏิจำนวนมาก จนชาวบ้านเบื่อหน่ายในการขอ — พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้ต้องมีการตรวจที่ดินโดยสงฆ์ก่อน
  • การแสดงที่ให้โดยสงฆ์ (วัตถุเทศนา) — ภิกษุผู้จะสร้างต้องพาสงฆ์ไปยังที่ดินนั้น สงฆ์พิจารณาว่า "ชำระพื้นที่ดี ไม่มีทางสัตว์ร้าย ไม่รบกวนผู้อื่น" แล้วจึงมอบให้สร้างได้
#อาฬวกา#สร้างกุฏิ#๑๒คืบ
SNG-07

๗. วิหารการ

สร้างวิหาร (ที่พักใหญ่) ไม่ผ่านสงฆ์ — Vihārakāra

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ภิกษุ สร้างวิหาร (ที่พักใหญ่สำหรับเจ้าของ) ด้วยทรัพย์ของผู้ถวาย
  2. ไม่ผ่านการ แสดงที่ให้โดยสงฆ์
  3. ไม่จำกัดขนาด (ต่างจากข้อ ๖)

⚖️ระดับอาบัติ

สร้างวิหารโดยไม่ให้สงฆ์แสดงที่สังฆาทิเสส
สร้างหลังสงฆ์แสดงที่ให้แล้วไม่ต้องอาบัติ

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: พระฉันนะ สร้างวิหารใหญ่ในนครโกสัมพี ที่วิหารของโฆสิตเศรษฐี โดยไม่ได้ปรึกษาสงฆ์ — ภิกษุอื่นเห็นเข้า จึงนำเรื่องกราบทูล
  • ต่างจากข้อ ๖ (กุฏิ) ตรงที่ข้อ ๗ นี้เป็นวิหารที่ผู้อื่นถวายทรัพย์ ไม่ใช่ขอเอง และไม่มีการจำกัดขนาด เพราะเจ้าของเดิมเป็นผู้จัดการเอง — แต่ต้องผ่านการตรวจที่ดินโดยสงฆ์เช่นเดียวกัน
#พระฉันนะ#วิหาร#โฆสิตาราม
SNG-08

๘. ปฐมทุฏฐโทส

กล่าวหาภิกษุบริสุทธิ์ว่าทำปาราชิก ทั้งที่ไม่ได้เห็น/ได้ยิน/สงสัยเลย (ปั้นเรื่องขึ้นล้วน ๆ) — Duṭṭhadosa

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ภิกษุผู้ถูกกล่าวหา บริสุทธิ์จริง (ไม่ได้ทำปาราชิก)
  2. ภิกษุผู้กล่าวหา รู้อยู่แก่ใจว่าเขาบริสุทธิ์
  3. มีเจตนาจะทำลาย (เพราะความเคียดแค้น โกรธ ริษยา)
  4. กล่าวหาว่าเขาทำปาราชิก ทั้งที่ตนไม่มีหลักฐานใด ๆ เลย — ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้นึกสงสัย (ทางวินัยเรียก "มูล ๓" = เห็น/ได้ยิน/สงสัย; เมื่อไม่มีทั้ง ๓ จึงเรียกว่า "ไม่มีมูล" คือปั้นเรื่องขึ้นเอง)
  5. ผู้ถูกกล่าวหา เข้าใจคำกล่าวหา

⚖️ระดับอาบัติ

กล่าวหาปาราชิกทั้งที่รู้ว่าเขาบริสุทธิ์ + ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจทันทีสังฆาทิเสส
กล่าวหาเท็จ แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่เข้าใจในขณะนั้นถุลลัจจัย
ไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวตามวินัยก่อน (เรียกว่า "ไม่ขอโอกาส" — ตามวินัย ก่อนจะกล่าวหาใคร ต้องบอกเขาและขอให้เขาเปิดโอกาสให้เราพูดก่อน) แล้วกล่าวด่าเสียดสีปาจิตตีย์ (โอมสวาท)
ขออนุญาตตามวินัยแล้ว แต่หลักฐานยังไม่ชัด ก็ยังกล่าวด่าเสียดสีทุกกฏ
สำคัญผิดคิดจริง ๆ ว่าเขาทำปาราชิก (มีเหตุให้เข้าใจผิดได้) แล้วกล่าวหาไม่ต้องอาบัติ

📖ขยายความ

ขั้นตอน "ขอโอกาส" (พิธีตักเตือน/กล่าวโทษภิกษุ)
  1. ผู้จะตักเตือน เข้าไปหาเจ้าตัวตามลำพัง — ไม่ใช่ในที่ประชุมสงฆ์
  2. กล่าวคำขอ (คำกลาง ๆ ยังไม่ระบุสิกขาบท): "ขอท่านให้โอกาสข้าพเจ้า ข้าพเจ้าประสงค์จะกล่าวกะท่าน"
  3. เจ้าตัวรับคำ (ให้โอกาส) — จึงจะพูดเนื้อหาต่อได้
  4. ชี้ว่าท่านล่วงสิกขาบทข้อใด อย่างไร และรับฟังการชี้แจงของท่าน

เหตุผล: เปิดทางให้เจ้าตัวเตรียมตัวชี้แจง ไม่โจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว — เป็นมารยาทและกระบวนการยุติธรรมของพระวินัย
หากไม่ขอโอกาสก่อน แล้วกล่าวด่าเลย → ผิดสิกขาบทโอมสวาท (ปาจิตตีย์ ข้อ ๒)

"มูล ๓" — หลักฐานที่ใช้กล่าวหาภิกษุได้
  • ทิฏฺฐ (เห็น) — เห็นการกระทำด้วยตาตนเอง
  • สุต (ได้ยิน) — ได้ยินมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • ปริสงฺกิต (สงสัย) — มีเหตุให้สงสัยโดยเหตุผล

"ไม่มีมูล" = ไม่มีทั้ง ๓ อย่างนี้ → เรื่องถูกปั้นขึ้นล้วน ๆ

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: พระเมตติยะและพระภุมมชกะ โจทพระทัพพมัลลบุตรด้วยปาราชิกเท็จเพราะเคียดแค้น — ภิกษุผู้ถูกโจทเป็นพระอรหันต์และบริสุทธิ์
  • อรรถกถาชี้ว่าการโจทแม้เพียง ยกนิ้วหัวแม่มือ (สัญญาณไม่ใช้คำพูด) ก็ยังไม่ถึงที่สุด ต้องมีการ เปล่งวาจา ชัด — ต่างจากการบอกคืนสิกขาที่ต้องเปล่งวาจา หรือการอวดอุตริมนุสธรรมที่บอกได้ด้วยสัญญาณ
#โจทเท็จ#พระทัพพะ#โทสะ
SNG-09

๙. ทุติยทุฏฐโทส

โจทด้วยปาราชิกเท็จ โดยอ้างเลศเรื่องอื่น — Dutiya-duṭṭhadosa

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ผู้ถูกโจท บริสุทธิ์จากปาราชิก
  2. ภิกษุผู้โจท อ้างเรื่องอื่นมาเป็นเลศ (แกล้งตีความเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ให้กลายเป็นปาราชิก)
  3. มีเจตนาทำลาย
  4. กล่าวโจท ผู้ถูกโจทเข้าใจ

ต่างจากข้อ ๘ ตรงที่ข้อ ๘ โจทด้วยเรื่องเท็จล้วน ๆ; ข้อ ๙ นี้เอาเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเล็กน้อยมาอ้างขยายให้เป็นปาราชิก

⚖️ระดับอาบัติ

โจทโดยอ้างเลศเรื่องอื่นมาเป็นปาราชิกสังฆาทิเสส ทุก ๆ คำพูด

📖ขยายความ

"เลศ" (lesa) คืออะไร — ต่างจากการโกหกเฉย ๆ อย่างไร

"เลศ" = การหยิบเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจริง มาบิด/ขยายความให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ — เพื่อให้การกล่าวหาดูมีน้ำหนัก ทั้งที่จริงไม่ใช่

ความต่าง: สังฆาทิเสส ๘ vs ๙
  • ข้อ ๘ (อมูลก) — กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ เลย ปั้นเรื่องขึ้นล้วน ๆ
  • ข้อ ๙ (อัญญภาคิย) — มีเรื่องจริงเล็กน้อยเป็นเชื้อ แล้วบิดขยายว่าเป็นปาราชิก เช่น เห็นภิกษุนั่งพูดกับผู้หญิง 2 ต่อ 2 จริง แล้วไปกล่าวหาว่าเสพเมถุน
ตัวอย่างคำอ้าง "เลศ" ในอรรถกถา

เช่น กลุ่มเมตติยะ-ภุมมชกะ กล่าวกะพระทัพพะว่า "ท่านไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร อุโบสถ-ปวารณา-สังฆกรรม ไม่มีร่วมกับท่าน" — เป็นการใช้ถ้อยคำที่ฟังดูเป็นการขับออกจากหมู่ แต่อ้างอาศัยเหตุเล็ก ๆ ที่ตีความเองเกินจริง

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: กลุ่มภิกษุเมตติยะและภุมมชกะ หลังจากโจทเท็จไม่สำเร็จ ก็เอาเรื่องเล็กน้อยมาอ้างว่า "ท่านไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร อุโบสถ-ปวารณา-สังฆกรรม ไม่มีร่วมกับท่าน"
  • ข้อยกเว้น: ภิกษุสำคัญผิดคิดจริง ๆ ว่าเขาทำปาราชิก, ภิกษุวิกลจริต, และอาทิกัมมิกะ (ต้นบัญญัติ) ไม่ต้องอาบัติ
#เลศ#โจทเท็จ
SNG-10

๑๐. ปฐมสังฆเภท

ทำลายสงฆ์ให้แตกเป็นสองคณะ — Saṅghabheda

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ภิกษุ พยายามทำลายความสามัคคีของสงฆ์ (ชักชวนแยกเป็น ๒ คณะ)
  2. ถูก สงฆ์สวดสมนุภาส ๓ ครั้ง เพื่อให้สละ
  3. ไม่ยอมสละ
  4. หลังจากสวดครั้งที่ ๓ จบ = สังฆาทิเสส

⚖️ระดับอาบัติ

กรรมเป็นธรรม (สงฆ์ทำถูกต้อง) + ภิกษุรู้ว่าเป็นธรรม + ไม่สละสังฆาทิเสส
กรรมเป็นธรรม + สงสัย + ไม่สละสังฆาทิเสส
กรรมไม่เป็นธรรม (สงฆ์ทำผิดขั้นตอน) + สำคัญว่าเป็นธรรมทุกกฏ

📖ขยายความ

"สวดสมนุภาสน์" (samanubhāsanā-kamma) คืออะไร

"สมนุภาส" แปลว่า "ร่วมกันกล่าว/กล่าวตามกัน" — เป็นวินัยกรรมของสงฆ์ทั้งหมู่ที่ตักเตือนพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้ภิกษุสละความเห็นหรือการกระทำที่ผิด จัดอยู่ในประเภท ญัตติจตุตถกรรม (กรรมที่มีญัตติ ๑ + อนุสาวนา ๓ รวม ๔ ส่วน)

ขั้นตอน ๔ ส่วน (ญัตติจตุตถกรรม)
  1. ญัตติ (คำตั้ง) — ภิกษุผู้เป็นกรรมวาจาจารย์เสนอต่อสงฆ์ว่า "ขอสงฆ์โปรดฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้ พยายามทำลายสงฆ์ … สงฆ์ตักเตือนภิกษุนี้ให้สละความเห็นนั้น"
  2. อนุสาวนาครั้งที่ ๑ — สวดประกาศว่า "ภิกษุนี้พึงสละความเห็นนั้น ผู้ใดเห็นชอบจงเงียบ ผู้ใดไม่เห็นชอบจงพูดขึ้น"
    ➤ ถ้าภิกษุสละ = จบ ไม่ต้องอาบัติ
  3. อนุสาวนาครั้งที่ ๒ — สวดซ้ำคำเดิม
    ➤ ถ้าสละตอนนี้ = ยังไม่ต้องอาบัติ
  4. อนุสาวนาครั้งที่ ๓ — สวดซ้ำคำเดิมเป็นครั้งสุดท้าย
    ➤ ถ้ายังไม่สละเมื่อสวดจบ = ต้องสังฆาทิเสส
จุดสำคัญที่มักเข้าใจผิด
  • อาบัติไม่ได้เกิดทันทีที่ภิกษุทำเรื่องผิด — ต้องผ่านขั้นตอนตักเตือนครบ ๓ ครั้งแล้วจึงค่อยปรับอาบัติ
  • สังฆาทิเสสข้อ ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๑๓ ใช้ขั้นตอนสวดสมนุภาสน์นี้เหมือนกันทั้งหมด ต่างกันเพียงเรื่องที่ตักเตือน
  • ถ้าสงฆ์ทำผิดขั้นตอน (เช่น สวดไม่ครบ ๓ ครั้ง หรือองค์ประกอบสงฆ์ไม่ครบ) เรียกว่า "กรรมไม่เป็นธรรม" — ภิกษุที่ไม่สละเป็นเพียงทุกกฏ ไม่ถึงสังฆาทิเสส

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: พระเทวทัต พยายามแยกสงฆ์โดยเสนอวัตร ๕ ประการ (อยู่ป่า บิณฑบาต ฯลฯ ตลอดชีวิต) ซึ่งขัดกับมัชฌิมาปฏิปทา พระพุทธเจ้าไม่ทรงเห็นชอบ เทวทัตไม่ยอมสละ — เป็นต้นบัญญัติ
  • การสวดสมนุภาส (ตักเตือนโดยสงฆ์) ต้องครบ ๓ ครั้งตามระเบียบ หากภิกษุสละหลังครั้งที่ ๑ หรือ ๒ ไม่เป็นอาบัติ; สละหลังครั้งที่ ๓ จึงเป็นสังฆาทิเสส
#พระเทวทัต#สังฆเภท#สมนุภาส
SNG-11

๑๑. เภทานุวัตตก

สนับสนุนภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ — Bhedānuvattaka

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ภิกษุอื่นกำลัง พยายามทำลายสงฆ์ (ตามข้อ ๑๐)
  2. ภิกษุกลุ่มนี้ ประพฤติตาม/สนับสนุนภิกษุผู้ทำลาย
  3. ถูกสงฆ์สวดสมนุภาส ๓ ครั้ง
  4. ไม่ยอมสละ

⚖️ระดับอาบัติ

สงฆ์สวดถูกต้อง + ไม่สละหลังสวดครั้งที่ ๓สังฆาทิเสส
ยังไม่ถูกสวดสมนุภาส / สละเสียก่อน / วิกลจริตไม่ต้องอาบัติ

📖ขยายความ

ความต่าง s10 (ผู้ริเริ่ม) vs s11 (ผู้สนับสนุน)
  • ข้อ ๑๐ (ปฐมสังฆเภท) — ภิกษุผู้ริเริ่มแยกสงฆ์ด้วยตนเอง เสนอวัตร/ข้อปฏิบัติใหม่ที่ขัดต่อหลักการ แล้วชักชวนคนอื่นให้ตาม
  • ข้อ ๑๑ (เภทานุวัตตก) — ภิกษุผู้คล้อยตามผู้ริเริ่ม ช่วยสนับสนุน ออกเสียงสนับสนุน แต่ไม่ใช่ผู้คิดริเริ่มเอง

เหตุบัญญัติ: เมื่อพระเทวทัต (ข้อ ๑๐) แยกสงฆ์ ภิกษุ ๔ รูป คือ โกกาลิกะ, กฏโมทกติสสกะ, ขัณฑเทวีบุตร, สมุทททัตต ออกเสียงสนับสนุนเทวทัต จึงเป็นต้นบัญญัติของข้อ ๑๑

ขั้นตอนสวดสมนุภาสน์ (เหมือน s10 ทุกประการ)

ใช้ญัตติจตุตถกรรม (ญัตติ ๑ + อนุสาวนา ๓) เหมือนกับข้อ ๑๐ — ดูรายละเอียดขั้นตอนในคาร์ด สังฆาทิเสส ๑๐
➤ สละก่อนสวดครั้งที่ ๓ จบ = ไม่เป็นอาบัติ
➤ ยังไม่สละเมื่อสวดครั้งที่ ๓ จบ = สังฆาทิเสส

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: ภิกษุ ๔ รูป (โกกาลิกะ กฏโมทกติสสกะ ขัณฑเทวีบุตร สมุทททัตต) ประพฤติตามพระเทวทัต สนับสนุนการแยกสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงสั่งให้สงฆ์สวดสมนุภาส
  • ต่างจากข้อ ๑๐: ข้อ ๑๐ คือผู้ริเริ่มทำลายสงฆ์ ส่วนข้อ ๑๑ คือ ผู้ช่วยสนับสนุนการทำลายนั้น
#สนับสนุนสังฆเภท#โกกาลิกะ
SNG-12

๑๒. ทุพพจ

เป็นผู้ว่ายากสอนยาก — Dubbaca

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ภิกษุ ดื้อดึง ไม่รับโอวาท ปฏิเสธการสั่งสอนของภิกษุอื่นในสิกขาบทของตน
  2. ถูก สงฆ์สวดสมนุภาส ๓ ครั้ง
  3. ไม่ยอมสละความดื้อนั้น

⚖️ระดับอาบัติ

ดื้อดึงแม้ถูกสมนุภาส ๓ ครั้งแล้ว ไม่สละสังฆาทิเสส
สละหลังสวด ๑ หรือ ๒ ครั้ง / ยังไม่ถูกสวดไม่ต้องอาบัติ

📖ขยายความ

"ว่ายาก" (ทุพพจ) ในสิกขาบทนี้หมายถึงอะไร

"ทุพพจ" แปลตรงว่า "ผู้ที่ใคร ๆ ว่ากล่าวได้ยาก" — ในสิกขาบทนี้ระบุเฉพาะ การไม่ยอมรับคำตักเตือนในเรื่อง "สิกขาบท" (กฎพระวินัย) เท่านั้น — ไม่ครอบคลุมความคิดเห็นส่วนตัวทั่วไป การเมือง รสนิยม หรือเรื่องนอกวินัย

พฤติกรรม "ว่ายาก" ที่เข้าข่าย
  • ภิกษุอื่นตักเตือนด้วยสิกขาบท — ท่านตอบว่า "ท่านอย่าพูดอะไรกะข้าพเจ้า ทั้งดีและชั่ว แม้ข้าพเจ้าก็จะไม่พูดอะไรกะท่าน จงงดเว้นจากการว่ากล่าวข้าพเจ้าเสียเถิด"
  • ปฏิเสธโดยตรงว่าจะไม่ยอมถูกตักเตือน ด้วยเหตุผลใดก็ตาม
  • ตอบโต้ว่าผู้ตักเตือนเองเป็นคนไม่มีคุณสมบัติจะเตือน เช่น "ท่านสำคัญว่าจะตักเตือนข้าพเจ้าได้อย่างไร? ข้าพเจ้าต่างหากควรตักเตือนท่าน"
ขั้นตอน (ต่างจาก s10–s11 เล็กน้อย)
  1. ขั้นที่ ๑ — ตักเตือนส่วนตัวก่อน: ภิกษุผู้เห็นการผิดสิกขาบทเข้าไปหาเจ้าตัวตามลำพัง (ทำพิธี "ขอโอกาส" ตามข้อ ๘) แล้วตักเตือนด้วยสิกขาบท — ถ้าเจ้าตัวรับฟังและยอมสละ = จบ ไม่เป็นอาบัติ
  2. ขั้นที่ ๒ — ถ้าปฏิเสธ สงฆ์สวดสมนุภาสน์: ภิกษุเหล่านั้นเสนอเรื่องต่อสงฆ์ สงฆ์ทำญัตติจตุตถกรรมเช่นเดียวกับข้อ ๑๐ (ญัตติ ๑ + อนุสาวนา ๓) เพื่อตักเตือนอย่างเป็นทางการ
  3. ขั้นที่ ๓ — ถ้ายังดื้อจนสวดจบครั้งที่ ๓ = ต้องสังฆาทิเสส

จุดต่างจาก s10–s11: ข้อ ๑๐–๑๑ ว่าด้วยการทำลายสงฆ์ (แยกสงฆ์ออกเป็น ๒ คณะ) — เป็นเรื่องที่ร้ายแรงและมีผลต่อหมู่สงฆ์ทั้งหมด; ส่วนข้อ ๑๒ นี้เป็น การดื้อไม่ยอมรับคำตักเตือนส่วนบุคคล — ร้ายแรงน้อยกว่า แต่ขั้นตอนสวดสมนุภาสน์เหมือนกัน

ข้อยกเว้น (อนาปัตติ)
  • ภิกษุยังไม่ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์
  • สละก่อนสวดจบครั้งที่ ๓
  • ภิกษุวิกลจริต / อาทิกัมมิกะ (ต้นบัญญัติ คือ พระฉันนะเอง)

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: พระฉันนะ (ผู้เป็นสารถีของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนออกบวช) เป็นผู้ว่ายาก เมื่อภิกษุอื่นเตือน ท่านตอบว่า "ท่านสำคัญว่าจะตักเตือนข้าพเจ้าได้อย่างไร? ข้าพเจ้าควรตักเตือนท่านต่างหาก"
  • สิกขาบทข้อนี้ครอบคลุม การไม่ยอมรับคำตักเตือนเกี่ยวกับวินัย — ไม่ใช่เรื่องข้อคิดเห็นส่วนตัวทั่วไป
#พระฉันนะ#ว่ายาก
SNG-13

๑๓. กุลทูสก

ประทุษร้ายสกุล (ทำให้ชาวบ้านเสื่อมศรัทธา) — Kuladūsaka

📌องค์ประกอบอาบัติ

  1. ภิกษุอยู่ในถิ่นใดถิ่นหนึ่ง แล้ว ประพฤติอนาจาร (เช่น ให้ดอกไม้แก่สตรี เล่นกีฬากับคฤหัสถ์)
  2. ทำให้ ชาวบ้านเสื่อมศรัทธาในพระศาสนา (ประทุษร้ายสกุล)
  3. ถูกสงฆ์ ปัพพาชนียกรรม (ขับออกจากถิ่นนั้น)
  4. ภิกษุ ไม่ยอมไป แต่กล่าวหาสงฆ์ว่าลำเอียงด้วยอคติ ๔
  5. ถูกสงฆ์สวดสมนุภาส ๓ ครั้ง ไม่สละ

⚖️ระดับอาบัติ

ถูกขับออกแล้วไม่ไป + กล่าวหาสงฆ์ + ไม่สละหลังสมนุภาส ๓ ครั้งสังฆาทิเสส

📖ขยายความ

"ประทุษร้ายตระกูล" (กุลทูสก) หมายถึงอะไร

"ทูสก" แปลว่า "ผู้ทำให้เสีย/ประทุษร้าย" — ไม่ได้หมายถึงทำร้ายร่างกาย แต่หมายถึงทำลายศรัทธาของชาวบ้านต่อพระศาสนา ด้วยการประพฤติอนาจาร (ไม่เหมาะสมกับสมณะ) เช่น:

  • ให้ดอกไม้ ผลไม้ ของกำนัลแก่สตรี/คฤหัสถ์ เพื่อเอาใจ
  • ฉันอาหาร/เล่นกีฬา/สังสรรค์กับคฤหัสถ์เหมือนเป็นเพื่อน
  • ประจบประแจงคฤหัสถ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
  • รับใช้ในกิจการของคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่หน้าที่สมณะ

ผลลัพธ์คือชาวบ้านเสื่อมศรัทธาในหมู่ภิกษุ → เป็นโทษต่อพระศาสนาทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตัวภิกษุรูปเดียว

ขั้นตอนต่างจาก s10–s12 — มี ๒ วินัยกรรม
  1. วินัยกรรมที่ ๑ — ปัพพาชนียกรรม (ขับออกจากถิ่น)
    สงฆ์ทำญัตติจตุตถกรรมขับภิกษุนั้นออกจากอาราม/หมู่บ้านนั้น — ไม่ใช่ขับออกจากความเป็นภิกษุ (ไม่ใช่นาสนา) แค่ให้ย้ายที่อยู่ไปที่อื่น
    ➤ ถ้าภิกษุยอมไป = จบ ไม่เป็นอาบัติสังฆาทิเสส (แต่ยังต้องปลงอาบัติสิกขาบทเล็ก ๆ ที่ทำมา)
  2. ถ้าภิกษุไม่ยอมไป + กล่าวหาสงฆ์ว่าลำเอียง (ด้วยอคติ ๔ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ โมหาคติ)
    ➤ เข้าสู่ขั้นที่ ๒
  3. วินัยกรรมที่ ๒ — สวดสมนุภาสน์ (ตักเตือนให้สละคำกล่าวหาสงฆ์)
    สงฆ์ทำญัตติจตุตถกรรม (ญัตติ ๑ + อนุสาวนา ๓) เหมือนข้อ ๑๐–๑๒
    ➤ ถ้าสละก่อนสวดครั้งที่ ๓ จบ = ไม่เป็นอาบัติสังฆาทิเสส
    ➤ ถ้ายังไม่สละ = สังฆาทิเสส
สรุปรวม: อาบัติในสิกขาบทสุดท้ายแห่งสังฆาทิเสส

อรรถกถาแบ่งสังฆาทิเสส ๑๓ เป็น ๒ กลุ่ม:
กลุ่มแรก (ข้อ ๑–๙) — ปฐมาปัตติกะ = ต้องอาบัติทันทีที่ทำ
กลุ่มหลัง (ข้อ ๑๐–๑๓) — ยาวตติยกะ = ต้องอาบัติเมื่อสวดสมนุภาสน์ครั้งที่ ๓ จบแล้วยังไม่สละ
ข้อ ๑๓ นี้มีพิเศษตรงที่ต้องผ่าน ปัพพาชนียกรรมก่อน ถ้าภิกษุไม่ยอมไป + กล่าวหาสงฆ์ จึงเข้าสู่ขั้นสวดสมนุภาสน์

💡สรุปสาระสำคัญ

  • เหตุบัญญัติ: พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ ที่กิฏาคีรีชนบท ประพฤติอนาจาร เช่น ให้ดอกไม้แก่ผู้หญิง ฉันอาหารร่วมกับสตรี เล่นกีฬากับชาย — ทำให้ชาวบ้านเสื่อมศรัทธา พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปขับออก แต่ไม่ยอมไป
  • ข้อนี้เป็นสิกขาบทข้อสุดท้ายของสังฆาทิเสส — อรรถกถารวบสิกขาบททั้ง ๑๓ ไว้เป็น ๒ กลุ่ม: กลุ่มแรก (ข้อ ๑–๙) ต้องอาบัติทันทีที่ทำ (ปฐมาปัตติกะ); กลุ่มหลัง (ข้อ ๑๐–๑๓) ต้องอาบัติต่อเมื่อไม่สละหลังสมนุภาส ๓ ครั้ง (ยาวตติยกะ)
#อัสสชิ-ปุนัพพสุกะ#ประทุษร้ายสกุล#กิฏาคีรี