พระวินัยปิฎก › ภิกขุปาฏิโมกข์
ปาราชิก ๔
อาบัติที่หนักที่สุด — หากภิกษุล่วงละเมิด ย่อมขาดจากความเป็นภิกษุทันที และกลับมาบวชใหม่ในชาตินี้ไม่ได้อีก
PRJ-01
๑. เมถุนธรรม
มีเพศสัมพันธ์ — Methunadhamma
📌องค์ประกอบอาบัติ
- มีเจตนาจะมีเพศสัมพันธ์ (จิตยินดี)
- มีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ที่มีชีวิต — ช่องทางใดทางหนึ่งใน ๓ ทาง คือ ช่องคลอด · ทวารหนัก · ช่องปาก (ภาษาบาลีเรียก "นิมิต ๓")
- อวัยวะเพศชาย (องคชาต) ล่วงเข้าไป แม้เพียงลึกเท่าเมล็ดงา (มีการสัมผัสภายใน)
- ยินดีในการร่วม ขณะใดขณะหนึ่งใน ๓ ขณะ — เข้า / ตั้งอยู่ / ถอนออก
ครบทั้ง ๔ องค์ — ต้องปาราชิก ขาดจากภิกษุทันที
⚖️ระดับอาบัติตามเงื่อนไข
ร่วมเพศกับมนุษย์ อมนุษย์ (ยักษ์/เปรต/เทวดา) หรือสัตว์ดิรัจฉาน ที่ยังมีชีวิต โดยครบองค์ปาราชิก
พยายามร่วมเพศ แต่อวัยวะยังไม่ล่วงเข้า / ถูกบังคับแต่ยินดีตามขณะใดขณะหนึ่งถุลลัจจัย
ถูกบังคับ และไม่ยินดีเลยตลอด ๓ ขณะ (เข้า–ตั้ง–ออก)ไม่ต้องอาบัติ
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติมาจากเรื่อง พระสุทินน์กลันทบุตร ลูกเศรษฐีผู้มีทรัพย์ ๔๐ โกฏิ แห่งบ้านกลันทคาม (หมู่บ้านที่ได้ชื่อตามกระแต) ท่านฟังธรรมพระพุทธเจ้าที่นครไพศาลีแล้วเลื่อมใส ออกบวชในพระศาสนา
- ต่อมาเมื่อกลับไปรับบาตรที่บ้านเกิด มารดาของท่านออดอ้อนให้มีลูกเพื่อสืบสกุล ท่านจึงร่วมเพศกับอดีตภรรยาในป่าใหญ่ — เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติสิกขาบทปาราชิกข้อที่ ๑
- ความยินดีเป็นหัวใจของข้อนี้ — ถ้าภิกษุถูกบังคับข่มขืน และจิตใจไม่ยินดีเลยตลอดเวลาทั้ง ๓ ขณะ (ขณะเข้า-ขณะตั้งอยู่-ขณะถอนออก) ไม่ต้องอาบัติ; แต่ถ้ายินดีแม้เพียงขณะเดียว ต้องปาราชิก
- ข้อยกเว้น (อนาปัตติ) — หลับไม่รู้ตัว, วิกลจริต (รวมถึงถูกยักษ์เข้าสิง, บ้าเพราะธาตุผิดปกติ, มีสัญญาวิปริต), จิตฟุ้งซ่านขั้นรุนแรง, กระสับกระส่ายทุรนทุรายเพราะเจ็บป่วยหนัก และ ตัวต้นบัญญัติเอง (พระสุทินน์ ผู้ทำก่อนที่สิกขาบทจะบัญญัติ)
- ก่อนที่พระสุทินน์จะพลาด ท่านมีอาการ "กระสัน" (เบื่อหน่ายชีวิตพระ อยากสึก) ซึ่งอรรถกถาวิเคราะห์บทแสดงความกระสันไว้ ๑๖ บท + ๘ บท เช่น "มารดาของเรามีอยู่ จะเลี้ยงดูเรา" และ "พรหมจรรย์ทำได้ยาก (เพราะฉันหนเดียว นอนหนเดียว)"
สิกขาบทบาลี
โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย, อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายปิ, ปาราชิโก โหติ อสํวาโส ฯ
คำแปล: "ภิกษุใดถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย ยังไม่บอกคืนสิกขา ไม่เปิดเผยความเป็นผู้ท้อแท้ ร่วมเพศ โดยที่สุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย — ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๓๙–๘๓/๔๓–๓๑๙
วิ.มหา.อ. ๑/๖๙๐–๘๖๓
📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ
๑เรื่องลิงตัวเมียปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับลิงตัวเมียแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๓
๒เรื่องภิกษุวัชชีบุตรปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุวัชชีบุตรชาวพระนครเวสาลีหลายรูปไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง แล้วเสพเมถุนธรรม พวกเธอได้มี ความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๓
๓เรื่องปลอมเป็นคฤหัสถ์ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วปลอมเป็นคฤหัสถ์เสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๔
๔เรื่องเปลือยกายปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเปลือยกายเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๔
๕เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งคากรองเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๔
๖เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งเปลือกไม้กรองเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๗เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผลไม้กรองเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๘เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผ้ากัมพลทำด้วยเส้นผมเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๙เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง (๕)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผ้ากัมพลทำด้วยขนหางสัตว์เสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๑๐เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง (๖)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๕
๑๑เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง (๗)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วนุ่งหนังเสือเสพเมถุนธรรม เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๖
๑๒เรื่องเด็กหญิงสังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเห็นเด็กหญิงนอนอยู่บนตั่ง เกิดความกำหนัด จึงสอดนิ้วหัวแม่มือเข้าไปในองค์กำเนิดเด็กหญิง เด็กหญิงนั้นตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๗/๒๙๖
๑๓เรื่องภิกษุณีอุบลวรรณาไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล มาณพคนหนึ่ง มีจิตปฏิพัทธ์ในภิกษุณีอุบลวรรณา เมื่อภิกษุณีอุบลวรรณาเข้าหมู่บ้านไปบิณฑบาต จึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกุฎี ภิกษุณีอุบลวรรณากลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันแล้วล้างเท้าแล้วเข้ากุฎีนั่งบนเตียง มาณพนั้นจึงเข้าปลุกปลํ้าประทุษร้ายภิกษุณีอุบลวรรณา นางจึงแจ้งเหตุนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ไม่ยินดีไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๘/๒๙๖
๑๔เรื่องเพศกลับ ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล เพศหญิงปรากฏแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถืออุปัชฌาย์เดิม ให้ถือการอุปสมบทเดิม นับพรรษาเดิมนั้นเหมือนกัน และให้อยู่ร่วมกับภิกษุณีทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุทั้งหลายอันใดที่ทั่วไปแก่ภิกษุณีทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปลงอาบัตินั้นในสำนักภิกษุณีทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุทั้งหลายอันใดที่ไม่ทั่วไปแก่ภิกษุณีทั้งหลาย เธอไม่ต้องอาบัติเพราะอาบัตินั้น”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๙/๒๙๗
๑๕เรื่องเพศกลับ ๒ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล เพศชายปรากฏแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถืออุปัชฌาย์เดิม ถืออุปสมบทเดิม นับพรรษาเดิมนั้นเหมือนกัน และให้อยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุณีทั้งหลายอันใดที่ทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปลงอาบัตินั้นในสำนักภิกษุทั้งหลายได้ อาบัติของภิกษุณีทั้งหลายอันใดที่ไม่ทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลาย เธอไม่ต้องอาบัติเพราะอาบัตินั้น”
📍 วิ.มหา. ๑/๖๙/๒๙๗ · ฉบับพิมพ์ไม่ได้ใส่เลขข้อนี้ไว้
๑๖เรื่องมารดาปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับมารดา เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๐/๒๙๗
๑๗เรื่องธิดาปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับธิดา เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๐/๒๙๗
๑๘เรื่องพี่น้องหญิงปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับพี่น้องหญิง เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๐/๒๙๘
๑๙เรื่องอดีตภรรยาปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” แล้วเสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๐/๒๙๘
๒๐เรื่องภิกษุมีหลังอ่อนปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีหลังอ่อน เธอถูกความกระสันบีบคั้น จึงได้อมองค์กำเนิดของตนด้วยปาก เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๘
๒๑เรื่องภิกษุมีองค์กำเนิดยาวปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีองค์กำเนิดยาว เธอถูกความกระสันบีบคั้นจึงได้สอดองค์กำเนิดของตนเข้าทางวัจมรรคของตน เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๙
๒๒เรื่องแผล ๒ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้พบศพ และที่ศพนั้นมีแผลอยู่ใกล้กับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” จึงสอดองค์กำเนิดของตนเข้าในองค์กำเนิดของศพแล้วถอนออกทางแผล เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๙
๒๓เรื่องแผล ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้พบศพ และที่ศพนั้นมีแผลอยู่ใกล้กับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นคิดว่า “เราจักไม่ต้องอาบัติด้วยวิธีอย่างนี้” จึงสอดองค์กำเนิดของตนเข้าในแผลแล้วถอนออกทางองค์กำเนิดของศพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๙
๒๔เรื่องรูปปั้นทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ใช้องค์กำเนิดเสียดสีเครื่องหมายเพศแห่งรูปปั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๒๙๙
๒๕เรื่องตุ๊กตาไม้ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ใช้องค์กำเนิดเสียดสีเครื่องหมายเพศแห่งตุ๊กตาไม้ เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๑/๓๐๐
๒๖เรื่องภิกษุชื่อสุนทระไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุชื่อสุนทระบวชจากพระนครราชคฤห์ แล้วเดินไปตามถนน สตรีผู้หนึ่งเห็นท่านแล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์หยุดประเดี๋ยวก่อน ดิฉันจักไหว้” นางไหว้พลางเลิกผ้าอันตรวาสกขึ้นแล้ว ได้อมองค์กำเนิดด้วยปาก เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “เธอยินดีไหม” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๐
๒๗เรื่องสตรี ๔ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า“ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิด เจ้าค่ะ ดิฉันจักพยายามเอง ท่านไม่ต้องพยายาม โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้ทำอย่างนั้นแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว’
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๐
๒๘เรื่องสตรี ๔ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านพยายามคนเดียว ดิฉันจักไม่พยายามละ โดยวิธีนี้อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้ทำอย่างนั้นแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๑
๒๙เรื่องสตรี ๔ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงพยายามข้างใน แล้วปล่อยน้ำอสุจิข้างนอก โดยวิธีนี้อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้ทำอย่างนั้นแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๑
๓๐เรื่องสตรี ๔ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล สตรีผู้หนึ่งพบภิกษุแล้วได้พูดชวนว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” สตรีนั้นแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงพยายามข้างนอก แล้วปล่อยนํ้าอสุจิภายใน โดยวิธีนี้อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้ทำอย่างนั้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๒/๓๐๒
๓๑เรื่องป่าช้า ๕ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศพซึ่งยังไม่ถูกสัตว์กัด ได้เสพเมถุนธรรมในศพนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๒
๓๒เรื่องป่าช้า ๕ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศพซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ถูกสัตว์กัด ได้เสพเมถุนธรรมในศพนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๒
๓๓เรื่องป่าช้า ๕ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศพซึ่งส่วนใหญ่ถูกสัตว์กัดแล้ว ได้เสพเมถุนธรรมในศพนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๒
๓๔เรื่องป่าช้า ๕ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศีรษะศพที่ขาด ได้สอดองค์กำเนิดเข้าไปสัมผัสในปากที่อ้าแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๓
๓๕เรื่องป่าช้า ๕ เรื่อง (๕)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าเห็นศีรษะศพที่ขาด ได้สอดองค์กำเนิดเข้าไปในปากที่อ้า ไม่ให้สัมผัส แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๓
๓๖เรื่องกระดูกทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีจิตปฏิพัทธ์ในสตรีผู้หนึ่ง สตรีนั้นถึงแก่กรรมแล้วถูกทิ้งไว้ในป่าช้า กระดูกเกลื่อนกลาด ภายหลังภิกษุนั้นไปป่าช้า เก็บกระดูกมาแปรเป็นรูปเข้า แล้วจดองค์กำเนิดลงที่เครื่องหมายเพศ เธอได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฎ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๓
๓๗เรื่องนาคตัวเมียปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนาคเพศเมียแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๓
๓๘เรื่องนางยักษิณีปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนางยักษิณีแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๔
๓๙เรื่องหญิงเปรตปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับหญิงเปรตแล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๔
๕๐เรื่องบัณเฑาะก์ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับบัณเฑาะก์แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๔ · ฉบับพิมพ์พิมพ์เลขข้อว่า ๕๐
๔๑เรื่องภิกษุมีอินทรีย์พิการปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีอินทรียสัมผัสพิการ เธอคิดว่า “เราไม่รู้สึกสุขหรือทุกข์ อาบัติจักไม่มีแก่เรา” จึงเสพเมถุนธรรม แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติ ปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นจะรู้สึกก็ตามไม่รู้สึกก็ตาม ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๔
๔๒เรื่องจับต้องทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่า “เราจักเสพเมถุนธรรมกับสตรี” ครั้นพอแตะต้องเท่านั้นก็เกิดความกินแหนง แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๓/๓๐๕
๔๓เรื่องพระอรหันต์เมืองภัททิยะจำวัดหลับไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยูในที่พักกลางวันในป่าชาติยาวัน ใกล้เมืองภัททิยะ จำวัดอยู่ อวัยวะใหญ่น้อยของภิกษุนั้นถูกลมรำเพยให้แข็งตัวขึ้น สตรีผู้หนึ่งพบเข้าแล้วได้นั้งทับองค์กำเนิด กระทำการพอแก่ความประสงค์แล้วหลีกไป ภิกษุเห็นองค์กำเนิดเปรอะเปื้อน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่าง คือ กำหนัด ๑ ปวดอุจจาระ ๑ ปวดปัสสาวะ ๑ ถูกลมรำเพย ๑ ถูกบุ้งขน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่จะเป็นไปได้ ที่องค์กำเนิดของภิกษุนั้นจะแข็งตัวขึ้นด้วยความกำหนัด เพราะภิกษุนั้นเป็นอรหันต์ ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๕
๔๔เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีเลี้ยงโคคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถีงที่แล้ว ยินดีกิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๖
๔๕เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีเลี้ยงแพะคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีกิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๖
๔๖เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีหาฟืนคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีกิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เออต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๖
๔๗เรื่องภิกษุพระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี จำวัดอยู่ สตรีขนโคมัยคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยินดีกิริยาที่เข้าไป ยินดีกิริยาที่เข้าไปถึงที่แล้ว ยินดี กิริยาที่หยุดอยู่ ยินดีกิริยาที่ถอนออก แลวมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๔/๓๐๖
๔๘เรื่องภิกษุมัลละพระนครเวสาลี ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี จำวัดอยู่ สตรีคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด กระทำการพอแก่ความประสงค์แล้วยืนหัวเราะอยู่ใกล้ ๆ ภิกษุนั้นตื่นขึ้นแล้วได้ถามสตรีนั้นว่า “นี่เป็นการกระทำของเธอหรือ” “เจ้าค่ะ เป็นการกระทำของดิฉัน” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอรู้สึกตัวหรือ” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้สึกตัว พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เมื่อไม่รู้สึกตัว ก็ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๕/๓๐๗
๔๙เรื่องภิกษุมัลละพระนครเวสาลี ๓ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวันในป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี จำวัดพิงต้นไม้อยู่ สตรีคนหนึ่งพบเข้าจึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นรีบลุกขึ้นทันที แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีหรือ” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เมื่อไม่ยินดี ก็ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๖/๓๐๗
๕๐เรื่องภิกษุมัลละพระนครเวสาลี ๓ เรื่อง (๓)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยูในที่พักกลางวันในป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี จำวัดพิงต้นไม้อยู่ สตรีคนหนึ่งพบเข้า จึงนั่งทับองค์กำเนิด ภิกษุนั้นยันให้กลิ้งไป แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีหรือ” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เมื่อไม่ยินดี ก็ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๖/๓๐๘
๕๑เรื่องภิกษุเปิดประตูจำวัดไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่พักกลางวัน ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี เปิดประตูจำวัดอยู่ อวัยวะใหญ่น้อยของเธอถูกลมรำเพยให้แข็งตัวขึ้น ครั้งนั้น สตรีหลายคนถือของหอมและดอกไม้ไปสู่อาราม มุ่งตรงไปยังวิหาร พบภิกษุนั้นจึงได้นั่งทับองค์กำเนิด กระทำการพอแก่ความประสงค์แล้วกล่าวว่า “เป็นบุรุษองอาจนัก ท่านรูปนี้” แล้วถือของหอมและดอกไม้กลับไป ภิกษุเห็นองค์กำเนิดเปรอะเปื้อน จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่าง คือ กำหนัด ๑ ปวดอุจจาระ ๑ ปวดปัสสาวะ ๑ ถูกลมรำเพย ๑ ถูกบุ้งขน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์กำเนิดจะแข็งตัวขึ้นด้วยสาเหตุ ๕ อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่จะเป็นไปได้ที่องค์กำเนิดของภิกษุนั้นจะแข็งตัวขึ้นด้วยความกำหนัด เพราะภิกษุนั้นเป็นอรหันต์ ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้จะพักผ่อนในกลางวัน ต้องปิดประตูเสียก่อนจึงค่อยพักผ่อน”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๗/๓๐๘
๕๒เรื่องภิกษุเมืองภารุกัจฉะฝันไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุชาวเมืองภารุกัจฉะรูปหนึ่งฝันว่าได้เสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา คิดว่า “เราไม่เป็นสมณะ จักสึกละ” จึงเดินทางไปเมืองภารุกัจฉะ พบท่านพระอุบาลีในระหว่างทาง จึงกราบเรียนเรื่องนั้นให้ทราบ
พระอุบาลีวินิจฉัย: “อาวุโส อาบัติไม่มีเพราะความฝัน”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๐๙
๕๓เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง (๑)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีตรงระหว่างขาอ่อน โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๐๙
๕๔เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่สะดือ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้น แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๐๙
๕๕เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง (๓)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย นัองหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่เกลียวท้อง โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้น แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๐
๕๖เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง (๔)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่รักแร้ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๐
๕๗เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง (๕)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ท่านอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่คอ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๑
๕๘เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง (๖)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่ช่องหู โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๑
๕๙เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง (๗)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่มวยผม โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๒
๖๐เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง (๘)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่ง่ามมือ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๒
๖๑เรื่องอุบาสิกาชื่อสุปัพพา ๙ เรื่อง (๙)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสุปัพพา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ดิฉันจะพยายามใช้มือทำให้นํ้าอสุจิเคลื่อน โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๘/๓๑๓
๖๒เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง (๑)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีตรงระหว่างขาอ่อน โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๓
๖๓เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง (๒)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลยน้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่สะดือ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๔
๖๔เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง (๓)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลยน้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่เกลียวท้อง โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้น แล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๔
๖๕เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง (๔)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้ เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่รักแร้ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๔
๖๖เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง (๕)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่คอ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๕
๖๗เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง (๖)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่ช่องหู โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๕
๖๘เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง (๗)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่มวยผม โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๖
๖๙เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง (๘)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ท่านจงเสียดสีที่ง่ามมือ โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๖
๗๐เรื่องอุบาสิกาชื่อสัทธา ๙ เรื่อง (๙)สังฆาทิเสส
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสัทธา เป็นผู้มีความเลื่อมใสยังอ่อนอยู่ นางมีความเห็นอย่างนี้ว่า “สตรีใดให้เมถุนธรรม สตรีนั้นชื่อว่าให้ทานอันเลิศ” นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงนิมนต์ว่า “ท่านเจ้าขา นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นห้ามว่า “อย่าเลย น้องหญิง การเรื่องนี้ไม่ควร” นางแนะนำว่า “นิมนต์มาเถิดเจ้าค่ะ ดิฉันจะพยายามใช้มือทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน โดยวิธีนี้ อาบัติก็จักไม่มีแก่ท่าน” ภิกษุนั้นได้กระทำตามนั้นแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส”
📍 วิ.มหา. ๑/๗๙/๓๑๗
๗๑เรื่องภิกษุณีแล้วแต่กรณี
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในภิกษุณี เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งคู่ไม่ยินดี ทั้งคู่ก็ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๐/๓๑๗
๗๒เรื่องสิกขมานาแล้วแต่กรณี
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในสิกขมานา เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งคู่ไม่ยินดี ทั้งคู่ก็ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๐/๓๑๗
๗๓เรื่องสามเณรีแล้วแต่กรณี
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในสามเณรี เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งคู่ไม่ยินดี ทั้งคู่ก็ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๐/๓๑๘
๗๔เรื่องหญิงแพศยาแล้วแต่กรณี
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในหญิงแพศยา ภิกษุยินดี พึงให้นาสนะภิกษุเสีย ภิกษุไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๑/๓๑๘
๗๕เรื่องบัณเฑาะก์แล้วแต่กรณี
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในบัณเฑาะก์ ภิกษุยินดี พึงให้นาสนะภิกษุเสีย ภิกษุไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๑/๓๑๘
๗๖เรื่องสตรีคฤหัสถ์แล้วแต่กรณี
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดในสตรีคฤหัสถ์ ภิกษุยินดี พึงให้นาสนะภิกษุเสีย ภิกษุไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๑/๓๑๘
๗๗เรื่องใหัผลัดกันแล้วแต่กรณี
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกเจ้าชายลิจฉวีในพระนครเวสาลีจับภิกษุรูปหนึ่งแล้วบังคับให้ปฏิบัติผิดกันและกัน เธอทั้งสองยินดี พึงให้นาสนะเสียทั้งคู่ เธอทั้งสองไม่ยินดี ทั้งสองก็ไม่ต้องอาบัติ
📍 วิ.มหา. ๑/๘๑/๓๑๘
๗๘เรื่องภิกษุผู้เฒ่าไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้เฒ่ารูปหนึ่งได้ไปเยี่ยมอดีตภรรยานางได้บังคับว่า “จงสึกมา” แล้วยึดตัวไว้ ภิกษุนั้นถอยหลังแล้วล้มหงาย นางจึงขึ้นคร่อมองค์กำเนิด เธอได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอยินดีหรือเปล่า” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เมื่อไม่ยินดี ก็ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๘๒/๓๑๙
๗๙เรื่องลูกเนื้อปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยูในป่า ลูกเนื้อมาสู่ที่ถ่ายปัสสาวะของเธอแล้ว ได้อมองค์กำเนิดดื่มปัสสาวะ ภิกษุนั้นยินดี แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๘๓/๓๑๙
PRJ-02
๒. อทินนาทาน
ถือของที่เจ้าของไม่ได้ให้ — Adinnādāna
📌องค์ประกอบอาบัติ
- ของนั้น เจ้าของหวงแหน (มีผู้ครอบครอง)
- ภิกษุ รู้ว่าเจ้าของหวง
- ของมี ราคาตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป (มาสก = หน่วยเงินสมัยพุทธกาล; ๕ มาสก ≈ ราคาที่รัฐในยุคนั้นประหารชีวิตโจร)
- ภิกษุ มีความคิดจะลัก (ไถยจิต)
- ลง มือกระทำการลัก ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งใน ๒๕ วิธี (อวหาร ๒๕ — เช่น ลักเอง สั่งให้ลัก ข่มขู่ ใช้เล่ห์ โกงภาษี)
- ของเคลื่อนจากที่เดิม (ฐานาจาวนะ) — ยกขึ้น ขยับ หรือพาออกไป
⚖️ระดับอาบัติตามราคา / การกระทำ
ของราคา ≥ ๕ มาสก + ของเคลื่อนจากที่เดิมปาราชิก
ของราคา ๑–๔ มาสก (ลักได้จริง)ถุลลัจจัย
ทำให้ของขยับ/สั่นไหว แต่ยังไม่เคลื่อนจากที่ถุลลัจจัย
ของราคาต่ำกว่า ๑ มาสก (ลักได้)ทุกกฏ
ลูบคลำของด้วยความคิดจะลัก (ยังไม่ขยับ)ทุกกฏ
จับทรัพย์หย่อนกว่า ๕ มาสก ด้วยความคิดจะลักทุกกฏ
หยิบใช้ด้วยความสนิทสนม (วิสาสะ) / เจ้าของอนุญาต / สำคัญผิดว่าเป็นของตนไม่ต้องอาบัติ
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติคือ พระธนิยะ บุตรช่างหม้อ (กุมภการบุตร) เข้าพรรษาอยู่ใกล้เขาอิสิคิลิ เมื่อไม่มีเสนาสนะ จึงสร้างกุฏิหญ้าขึ้นเองชั่วคราว อรรถกถาอธิบายวัตรของภิกษุป่าไว้ว่า ต้องรวบรวมหญ้าและไม้ให้สัตว์กัดไม่ได้และฝนไม่รั่วรด เพื่อให้เป็นอุปการะแก่เพื่อนพรหมจรรย์ที่มาพักอาศัยภายหลัง
- การทำให้ของเคลื่อนจากที่เดิม (ฐานาจาวนะ) เป็นเส้นแบ่งอาบัติ ๓ ระดับ — ลูบคลำด้วยเจตนาจะลัก = ทุกกฏ; ทำให้ของขยับ/สั่นไหว = ถุลลัจจัย; ของเคลื่อนจากที่เดิม = ปาราชิก
- กรณีข้ามด่านภาษีหรือก้าวล่วงเขตที่กำหนด — ก้าวเท้าแรกข้ามไป = ถุลลัจจัย; ก้าวเท้าที่สองข้ามไป = ปาราชิก (ถือว่ายักยอกภาษี = ลักของหลวง)
- เกณฑ์ ๕ มาสก ในพระบาลีใช้เพื่อปรับปาราชิกเท่านั้น; ถ้าทรัพย์ราคา ๑–๔ มาสก แล้วลักได้จริง = ถุลลัจจัย; ต่ำกว่า ๑ มาสก = ทุกกฏ; แม้เพียงจับต้องทรัพย์ที่หย่อนกว่า ๕ มาสก ด้วยเจตนาจะลัก ก็ต้องทุกกฏ
- อรรถกถามีการถกเถียงกันในกรณีเฉพาะ เช่น ภิกษุสอดภาชนะของตนลงในหม้อของคนอื่นเพื่อเก็บซ่อน แล้วเจ้าของใส่น้ำมันลงไป — ฉบับมหาปัจจรีถือว่าปาราชิกเมื่อยกภาชนะขึ้น ส่วนมหาอรรถกถาเห็นต่างและถูกแย้ง
สิกขาบทบาลี
โย ปน ภิกฺขุ คามา วา อรญฺญา วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิเยยฺย, ยถารูเป อทินฺนาทาเน ราชาโน โจรํ คเหตฺวา หเนยฺยุํ วา พนฺเธยฺยุํ วา ปพฺพาเชยฺยุํ วา "โจโรสิ พาโลสิ มุฬฺโหสิ เถโนสี"ติ, ตถารูปํ ภิกฺขุ อทินฺนํ อาทิยมาโน อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส ฯ
คำแปล: "ภิกษุใดถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยจิตคิดขโมย จากบ้านก็ตาม จากป่าก็ตาม ในลักษณะที่ถ้าจับโจรได้ พระราชาจะพึงประหาร จองจำ หรือเนรเทศ ว่า 'เจ้าเป็นโจร เป็นคนพาล เป็นคนหลง เป็นขโมย' — แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๘๔–๑๖๑/๓๒๐–๓๙๓
วิ.มหา.อ. ๒/๗๗–๓๑๔
📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ
๑เรื่องช่างย้อม ๕ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้า ลักห่อผ้าของช่างย้อมไป แล้วได้มีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๒/๓๕๒
๒เรื่องช่างย้อม ๕ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้า เห็นผ้ามีราคามาก เกิดไถยจิตขึ้นแล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติเพราะเพียงแต่คิด”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๒/๓๕๓
๓เรื่องช่างย้อม ๕ เรื่อง (๓)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้า เห็นผ้ามีราคามาก มีไถยจิตจับต้องผ้านั้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๒/๓๕๓
๔เรื่องช่างย้อม ๕ เรื่อง (๔)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้า เห็นผ้ามีราคามาก มีไถยจิตทำผ้านั้นให้ไหว แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ”จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๒/๓๕๓
๕เรื่องช่างย้อม ๕ เรื่อง (๕)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปลานตากผ้าของช่างย้อมผ้า เห็นผ้ามีราคามาก มีไถยจิตทำผ้านั้นให้เคลื่อนจากที่ตั้ง แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๒/๓๕๓
๖เรื่องผ้าคลุมเตียง ๔ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง เห็นผ้าคลุมเตียงมีราคามาก จึงเกิดไถยจิตขึ้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติเพราะเพียงแต่คิด”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๓/๓๕๓
๗เรื่องผ้าคลุมเตียง ๔ เรื่อง (๒)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเห็นผ้าคลุมเตียงมีราคามาก มีไถยจิตจับต้องผ้านั้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฎ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๓/๓๕๔
๘เรื่องผ้าคลุมเตียง ๔ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเห็นผ้าคลุมเตียงมีราคามาก มีไถยจิตทำผ้านั้นให้ไหว แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๓/๓๕๔
๙เรื่องผ้าคลุมเตียง ๔ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเห็นผ้าคลุมเตียงมีราคามาก มีไถยจิตทำผ้านั้นให้เคลื่อนจากที่ตั้ง แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๓/๓๕๔
๑๐เรื่องกลางคืน ๕ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นทรัพย์ตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน เธอเข้าใจว่าเป็นทรัพย์นั้นแน่ จึงลักทรัพย์นั้นมา แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๔
๑๑เรื่องกลางคืน ๕ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นทรัพย์ตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน เธอเข้าใจว่าเป็นทรัพย์นั้นแน่ แต่กลับลักทรัพย์อื่นมา แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติ ปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๔
๑๒เรื่องกลางคืน ๕ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นทรัพย์ตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน เธอเข้าใจว่าเป็นของอื่นแต่ลักทรัพย์นั้นมา แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๕
๑๓เรื่องกลางคืน ๕ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นทรัพย์ตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน เธอเข้าใจว่าเป็นทรัพย์อื่นแต่ก็ลักทรัพย์อื่นนั้นมา แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๕
๑๔เรื่องกลางคืน ๕ เรื่อง (๕)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นทรัพย์ตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน เธอเข้าใจว่าเป็นทรัพย์นั้นแน่ แต่กลับลักทรัพย์ของตนมา แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๕
๑๕เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่อง (๑)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตจับต้องสิ่งของที่อยู่บนศีรษะ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๕
๑๖เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่องถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตยังสิ่งของที่อยู่บนศีรษะให้ไหว แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๖
๑๗เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตลดสิ่งของที่อยู่บนศีรษะลงมาที่คอ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๖
๑๘เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่อง (๒)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตจับต้องสิ่งของที่อยู่บนไหล่ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๖
๑๙เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่องถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตยังสิ่งของที่อยู่บนไหล่ให้ไหว แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๖
๒๐เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตลดสิ่งของที่อยู่บนไหล่ลงมาที่สะเอว แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๖
๒๑เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่อง (๓)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตจับต้องสิ่งของที่อยู่ที่สะเอว แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๖
๒๒เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่องถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตยังสิ่งของที่อยู่ที่สะเอวให้ไหว แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๗
๒๓เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่องปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตลดสิ่งของที่อยู่ที่สะเอวลงมาหิ้วไป แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๗
๒๔เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตวางทรัพย์ในมือลงบนพื้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๗
๒๕เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุนำไปเอง ๕ เรื่อง (๕)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนำทรัพย์ของผู้อื่นไป มีไถยจิตหยิบทรัพย์นั้นขึ้นจากพื้นดินแล้ว ได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๔/๓๕๗
๒๖เรื่องตอบตามคำถามนำ ๕ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งผึ่งจีวรไว้กลางแจ้งแล้วเข้าไปวิหาร ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้เก็บจีวรนั้นไว้ด้วยตั้งใจว่าจีวรนี้จะได้ไม่หายไป ภิกษุเจ้าของออกมาถามภิกษุนั้นว่า “ท่าน ใครเอาจีวรของผมไป” ภิกษุนั้นตอบอย่างนี้ว่า “ผมเอาไปเอง” ภิกษุเจ้าของจึงจับภิกษุนั้นพร้อมกล่าว ว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้า ตอบตามคำถามนำ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ไม่เป็นอาบัติ เพราะตอบตามคำถามนำ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๕/๓๕๗
๒๗เรื่องตอบตามคำถามนำ ๕ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพาดจีวรไว้บนตั่งแล้วเข้าไปวิหาร ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้เก็บจีวรนั้นไว้ด้วยตั้งใจว่าจีวรนี้จะได้ไม่หายไป ภิกษุเจ้าของออกมาถามภิกษุนั้นว่า “ท่าน ใครเอาจีวรของผมไป” ภิกษุนั้นตอบอย่างนี้ว่า “ผมเอาไปเอง” ภิกษุเจ้าของจึงจับภิกษุนั้นพร้อมกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้า ตอบตามคำถามนำ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ไม่เป็นอาบัติ เพราะตอบตามคำถามนำ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๕/๓๕๘
๒๘เรื่องตอบตามคำถามนำ ๕ เรื่อง (๓)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพาดผ้าปูนั่งไว้บนตั่งแล้วเข้าไปวิหาร ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้เก็บไว้ด้วยตั้งใจว่าผ้าปูนั่งนี้จะได้ไม่หายไป ภิกษุเจ้าของออกมาถามภิกษุนั้นว่า “ท่าน ใครเอาผ้าปูนั่งของผมไป” ภิกษุนั้นตอบอย่างนี้ว่า “ผมเอาไปเอง” ภิกษุเจ้าของจึงจับภิกษุนั้นพร้อมกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้า ตอบตามคำถามนำ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ไม่เป็นอาบัติ เพราะตอบตามคำถามนำ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๕/๓๕๘
๒๙เรื่องตอบตามคำถามนำ ๕ เรื่อง (๔)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งวางบาตรไว้ใต้ตั่งแล้วเข้าไปวิหาร ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้เก็บบาตรนั้นไว้ด้วยตั้งใจว่าบาตรนี้จะได้ไม่หายไป ภิกษุเจ้าของออกมาถามภิกษุนั้นว่า “ท่าน ใครเอาบาตรของผมไป” ภิกษุนั้นตอบอย่างนี้ว่า “ผมเอาไปเอง” ภิกษุเจ้าของจึงจับภิกษุนั้นพร้อมกล่าวว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้า ตอบตามคำถามนำ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ไม่เป็นอาบัติ เพราะตอบตามคำถามนำ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๕/๓๕๙
๓๐เรื่องตอบตามคำถามนำ ๕ เรื่อง (๕)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีรูปหนึ่งผึ่งจีวรไว้ที่รั้วแล้วเข้าไปวิหาร ภิกษุณีอีกรูปหนึ่งได้เก็บจีวรนั้นไว้ด้วยคิดว่าจีวรนี้จะได้ไม่หายไป ภิกษุณีเจ้าของออกมาถามภิกษุณีนั้นว่า “แม่เจ้า ใครเอาจีวรของดิฉันไป” ภิกษุณีนั้นตอบอย่างนี้ว่า “ดิฉันเอาไปเอง” ภิกษุณีเจ้าของจึงจับภิกษุณีนั้นพร้อมกล่าวว่าเธอไม่เป็นสมณะ ภิกษุณีนั้นได้มีความกังวลใจ จึงแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติ เพราะตอบตามคำถามนำ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๕/๓๕๙
๓๑เรื่องลม ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นผ้าสาฎกถูกลมบ้าหมูพัดหอบไปจึงเก็บไว้ด้วยตั้งใจว่าจักให้แก่เจ้าของ เจ้าของโจทภิกษุนั้นว่าไม่เป็นสมณะ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผ้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีไถยจิต ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๖/๓๕๙
๓๒เรื่องลม ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตหยิบเอาผ้าโพกซึ่งถูกลมบ้าหมูพัดหอบไปด้วยเกรงว่าเจ้าของจะเห็นเสียก่อน เจ้าของโจทภิกษุนั้นว่าไม่เป็นสมณะ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๖/๓๖๐
๓๓เรื่องศพที่ยังสดไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปป่าช้าแล้วถือเอาผ้าบังสุกุลที่ศพสด และในร่างศพนั้นมีเปรตสิงอยู่ จึงเปรตนั้นได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าได้เอาผ้าสาฎกของข้าพเจ้าไปเลย” ภิกษุนั้นไม่สนใจจึงได้ถือเอาไป ทันใดศพนั้นลุกขึ้นเดินตามหลังภิกษุนั้นไป ภิกษุนั้นเข้าไปสู่วิหารแล้วปิดประตู ร่างศพนั้นได้ล้มลงที่ประตูนั่นเอง เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันผ้าบังสุกุลที่ศพสด ภิกษุทั้งหลายไม่พึงถือเอา ภิกษุใดถือเอา ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๗/๓๖๐
๓๔เรื่องสับเปลี่ยนสลากปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่แจกจีวรของสงฆ์อยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตสับเปลี่ยนสลากแล้วรับจีวรไป เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๘/๓๖๐
๓๕เรื่องเรือนไฟไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าใจผ้าอันตรวาสกของภิกษุรูปหนึ่งในเรือนไฟว่าของตนจึงนุ่งไป ภิกษุนั้นได้ถามท่านพระอานนท์ว่า “ท่านอานนท์ ไฉนท่านจึงนุ่งผ้าอันตรวาสกของผมเล่า” ท่านพระอานนท์ตอบว่า “อาวุโส ผมเข้าใจว่าของผม” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความเข้าใจว่าของตนไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๓๙/๓๖๑
๓๖เรื่องเนื้อเดนสัตว์ ๕ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏพบเนื้อเดนราชสีห์จึงใช้อนุปสัมบัน ให้ต้มแกงฉัน แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติเพราะเนื้อเดนราชสีห์”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๐/๓๖๑
๓๗เรื่องเนื้อเดนสัตว์ ๕ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏพบเนื้อเดนเสือโคร่ง จึงใช้อนุปสัมบันให้ต้มแกงฉัน แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติเพราะเนื้อเดนเสือโคร่ง”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๐/๓๖๑
๓๘เรื่องเนื้อเดนสัตว์ ๕ เรื่อง (๓)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏพบเนื้อเดนเสือเหลือง จึงใช้อนุปสัมบันให้ต้มแกงฉัน แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติเพราะเนื้อเดนเสือเหลือง”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๐/๓๖๑
๓๙เรื่องเนื้อเดนสัตว์ ๕ เรื่อง (๔)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏพบเนื้อเดนเสือดาว จึงใช้อนุปสัมบันให้ต้มแกงฉัน แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติเพราะเนื้อเดนเสือดาว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๐/๓๖๒
๔๐เรื่องเนื้อเดนสัตว์ ๕ เรื่อง (๕)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปลงจากภูเขาคิชฌกูฏพบเนื้อเดนสุนัขป่า จึงใช้อนุปสัมบันให้ต้มแกงฉัน แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติเพราะเนื้ออันสัตว์ดิรัจฉานครอบครอง”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๐/๓๖๒
๔๑เรื่องส่วนไม่มีมูล ๕ เรื่อง (๑)ปาจิตตีย์
ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ภัตตุเทสก์แจกข้าวสุกของสงฆ์อยู่ ภิกษุรูปหนึ่งรับเอาส่วนที่ไม่มีมูลไปด้วยบอกว่า “ขอท่านจงให้ส่วนเพื่อภิกษุอื่นด้วย” เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะสัมปชานมุสาวาท”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๑/๓๖๒
๔๒เรื่องส่วนไม่มีมูล ๕ เรื่อง (๒)ปาจิตตีย์
ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ขัชชภาชกะแจกของเคี้ยวของสงฆ์อยู่ ภิกษุรูปหนึ่งรับเอาส่วนที่ไม่มีมูลไปด้วยบอกว่า “ขอท่านจงให้ส่วนเพื่อภิกษุอื่นด้วย” เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้ว กระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์เพราะสัมปชานมุสาวาท”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๑/๓๖๒
๔๓เรื่องส่วนไม่มีมูล ๕ เรื่อง (๓)ปาจิตตีย์
ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ปูวภาชกะแจกขนมของสงฆ์อยู่ ภิกษุรูปหนึ่งรับเอาส่วนที่ไม่มีมูลไปด้วยบอกว่า “ขอท่านจงให้ส่วนเพื่อภิกษุอื่นด้วย” เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะสัมปชานมุสาวาท”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๑/๓๖๓
๔๔เรื่องส่วนไม่มีมูล ๕ เรื่อง (๔)ปาจิตตีย์
ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่อุจฉุภาชกะแจกอ้อยของสงฆ์อยู่ ภิกษุรูปหนึ่งรับเอาส่วนที่ไม่มีมูลไปด้วยบอกว่า “ขอท่านจงให้ส่วนเพื่อภิกษุอื่นด้วย” เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิกแต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะสัมปชานมุสาวาท”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๑/๓๖๓
๔๕เรื่องส่วนไม่มีมูล ๕ เรื่อง (๕)ปาจิตตีย์
ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุเจ้าหน้าที่ผลภาชกะแจกผลมะพลับของสงฆ์อยู่ ภิกษุรูปหนึ่งรับเอาส่วนที่ไม่มีมูลไปด้วยบอกว่า “ขอท่านจงให้ส่วนเพื่อภิกษุอื่นด้วย” เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์เพราะสัมปชานมุสาวาท”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๑/๓๖๓
๔๖เรื่องข้าวสุกปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล เกิดทุพภิกขภัย ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปยังร้านขายข้าวสุก มีไถยจิตลักข้าวสุกไปเต็มบาตร แล้วมีความกังวลใจว่า “เรา ต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ”จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๒/๓๖๓
๔๗เรื่องเนื้อปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล เกิดทุพภิกขภัย ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปยังร้านขายเนื้อ มีไถยจิตลักเนื้อไปเต็มบาตร แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๒/๓๖๔
๔๘เรื่องขนมปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล เกิดทุพภิกขภัย ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปยังร้านขายขนม มีไถยจิตลักขนมไปเต็มบาตร แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๒/๓๖๔
๔๙เรื่องนํ้าตาลกรวดปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล เกิดทุพภิกขภัย ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปยังร้านขายน้ำตาลกรวด มีไถยจิตลักน้ำตาลกรวดไปเต็มบาตร แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๒/๓๖๔
๕๐เรื่องขนมต้มปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล เกิดทุพภิกขภัย ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปยังร้านขายขนมต้ม มีไถยจิตลักขนมต้มไปเต็มบาตร แล้วมีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๒/๓๖๔
๕๑เรื่องบริขาร ๕ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นบริขารตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน ภิกษุนั้นสำคัญว่าเป็นบริขารนั้นแน่ จึงลักบริขารนั้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๓/๓๖๕
๕๒เรื่องบริขาร ๕ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นบริขารตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน ภิกษุนั้นสำคัญว่าเป็นบริขารนั้นแน่ แต่กลับไปลักบริขารอื่น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๓/๓๖๕
๕๓เรื่องบริขาร ๕ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นบริขารตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน ภิกษุนั้นสำคัญว่าเป็นบริขารอื่น แต่ได้ลักบริขารนั้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๓/๓๖๕
๕๔เรื่องบริขาร ๕ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นบริขารตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน ภิกษุนั้นสำคัญว่าเป็นบริขารอื่น จึงลักบริขารอื่นนั้น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๓/๓๖๕
๕๕เรื่องบริขาร ๕ เรื่อง (๕)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นบริขารตอนกลางวัน จึงได้ทำเครื่องหมายไวัด้วยตั้งใจว่าจักลักตอนกลางคืน ภิกษุนั้นสำคัญว่าเป็นบริขารนั้นแน่ แต่ลักบริขารของตน แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๓/๓๖๖
๕๖เรื่องถุงปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นถุงวางอยู่บนตั่ง คิดว่า “เมื่อเราเอาไปจากตั่งนี้ ก็จักเป็นปาราชิก” จึงได้ยกเอาไปพร้อมทั้งตั่งแล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๔/๓๖๖
๕๗เรื่องฟูกปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักฟูกของสงฆ์ไป แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๔/๓๖๖
๕๘เรื่องราวจีวรปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักจีวรที่ราวจีวรไป แล้วมีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๕/๓๖๖
๕๙เรื่องไม่ออกไปปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งลักจีวรในวิหารไปแล้วคิดว่า “เมื่อเราออกจากวิหารนี้ไปก็จักเป็นปาราชิก” จึงไม่ออกไปจากวิหาร ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นจะออกไปก็ตาม ไม่ออกไปก็ตาม ก็ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๕/๓๖๗
๖๐เรื่องถือวิสาสะฉันของเคี้ยวไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุสองรูปเป็นเพื่อนกัน รูปหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน รูปที่ ๒ เมื่อเจ้าหน้าที่ภัตตุเทสก์แจกของเคี้ยวของสงฆ์อยู่ รับเอาส่วนของเพื่อนไปแล้วถือวิสาสะฉันส่วนของเพื่อนนั้นเสีย ภิกษุรูปที่ ๑ นั้นทราบแล้วโจทภิกษุรูปที่ ๒ ว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุรูปที่ ๒ ได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าถือวิสาสะ พระพุทธเจ้าเข้า” “ดูก่อนภิกษุ ไม่เป็นอาบัติ เพราะถือวิสาสะ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๖/๓๖๗
๖๑เรื่องฉันของเคี้ยวด้วยสำคัญว่าของตน ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปกำลังทำจีวรกันอยู่ เมื่อเจ้าหน้าที่ขัชชภาชกะแจกของเคี้ยวของสงฆ์อยู่ ภิกษุทุกรูปต่างนำส่วนของตนไปเก็บไว้ ภิกษุรูปหนึ่งสำคัญส่วนของภิกษุอีกรูปหนึ่งว่าเป็นของตนจึงฉัน ภิกษุผู้เป็นเจ้าของทราบเรื่องเข้า จึงโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของตน”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๗/๓๖๗
๖๒เรื่องฉันของเคี้ยวด้วยสำคัญว่าของตน ๒ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปกำลังทำจีวรกันอยู่ เมื่อเจ้าหน้าที่ขัชชภาชกะแจกของเคี้ยวของสงฆ์อยู่ ภิกษุรูปหนึ่งได้เอาบาตรของภิกษุอีกรูปหนึ่งไป นำส่วนของตนมาเก็บไว้ ภิกษุเจ้าของบาตรสำคัญว่าเป็นของตนจึงฉัน ภิกษุนั้นรู้เข้าจึงโจทภิกษุเจ้าของบาตรว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเจ้าของบาตรได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของตน”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๗/๓๖๘
๖๓เรื่องไม่ลัก ๗ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกขโมยลักมะม่วงทำมะม่วงให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยเหล่านั้นไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อมะม่วงหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงเก็บมะม่วงห่อนั้นไปฉัน พวกเจ้าของโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๖๘
๖๔เรื่องไม่ลัก ๗ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกขโมยลักชมพู่ทำชมพู่ให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยเหล่านั้นไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อชมพู่หนีไป ภิกษุทั้งหลายมีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงเก็บชมพู่ห่อนั้นไปฉัน พวกเจ้าของโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ คิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๖๘
๖๕เรื่องไม่ลัก ๗ เรื่อง (๓)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกขโมยลักขนุนสำมะลอทำขนุนสำมะลอให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยเหล่านั้นไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อขนุนสำมะลอหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงเก็บขนุนสำมะลอห่อนั้นไปฉัน พวกเจ้าของโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๖๙
๖๖เรื่องไม่ลัก ๗ เรื่อง (๔)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกขโมยลักขนุนทำขนุนให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยเหล่านั้นไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อขนุนหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงเก็บขนุนห่อนั้นไปฉัน พวกเจ้าของโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๖๙
๖๗เรื่องไม่ลัก ๗ เรื่อง (๕)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกขโมยลักผลตาลสุกทำผลตาลสุกให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยเหล่านั้นไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อผลตาลสุกหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงเก็บผลตาลสุกห่อนั้นไปฉัน พวกเจ้าของโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๐
๖๘เรื่องไม่ลัก ๗ เรื่อง (๖)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกขโมยลักอ้อยตัดอ้อยแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยเหล่านั้นไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่ออ้อยหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงเก็บอ้อยห่อนั้นไปฉัน พวกเจ้าของโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๐
๖๙เรื่องไม่ลัก ๗ เรื่อง (๗)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกขโมยลักผลมะพลับเลือกเก็บผลมะพลับแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยเหล่านั้นไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อผลมะพลับหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงเก็บผลมะพลับห่อนั้นไปฉัน พวกเจ้าของโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจ จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าสำคัญว่าเป็นของบงสุกุล พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๐
๗๐เรื่องลัก ๗ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้น พวกขโมยลักผลมะม่วงทำผลมะม่วงให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อมะม่วงหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีไถยจิตกลัวว่าพวกเจ้าของจะเห็นจึงฉันเสียก่อน พวกเจ้าของจึงโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๑
๗๑เรื่องลัก ๗ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้น พวกขโมยลักลูกหว้าทำลูกหว้าให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อลูกหว้าหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีไถยจิตกลัวว่าพวกเจ้าของจะเห็นจึงฉันเสียก่อน พวกเจ้าของจึงโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๑
๗๒เรื่องลัก ๗ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้น พวกขโมยลักขนุนสำมะลอทำขนุนสำมะลอให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อขนุนสำมะลอหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีไถยจิตกลัวว่าพวกเจ้าของจะเห็นจึงฉันเสียก่อน พวกเจ้าของจึงโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่ เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๑
๗๓เรื่องลัก ๗ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้น พวกขโมยลักขนุนทำขนุนให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อขนุนหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีไถยจิตกลัวว่าพวกเจ้าของจะเห็นจึงฉันเสียก่อน พวกเจ้าของจึงโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๒
๗๔เรื่องลัก ๗ เรื่อง (๕)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้น พวกขโมยลักผลตาลสุกทำผลตาลสุกให้หล่น แล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อผลตาลสุกหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีไถยจิตกลัวว่าพวกเจ้าของจะเห็นจึงฉันเสียก่อน พวกเจ้าของจึงโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๒
๗๕เรื่องลัก ๗ เรื่อง (๖)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้น พวกขโมยลักอ้อยทำอ้อยให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่ออ้อยหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีไถยจิตกลัวว่าพวกเจ้าของจะเห็นจึงฉันเสียก่อน พวกเจ้าของจึงโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๒
๗๖เรื่องลัก ๗ เรื่อง (๗)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้น พวกขโมยลักผลมะพลับทำผลมะพลับให้หล่นแล้วห่อถือไป พวกเจ้าของติดตามพวกขโมยไป พวกขโมยเห็นพวกเจ้าของเข้าจึงทิ้งห่อมะพลับหนีไป ภิกษุทั้งหลายมีไถยจิตกลัวว่าพวกเจ้าของจะเห็นจึงฉันเสียก่อน พวกเจ้าของจึงโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีดวามกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๓
๗๗เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักมะม่วงของสงฆ์ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๓
๗๘เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักลูกหว้าของสงฆ์ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๓
๗๙เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักขนุนสำมะลอของสงฆ์ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๓
๘๐เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักขนุนของสงฆ์ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๓
๘๑เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๕)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักผลตาลสุกของสงฆ์ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๔
๘๒เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๖)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักอ้อยของสงฆ์ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๔
๘๓เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๗)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักผลมะพลับของสงฆ์ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๘/๓๗๔
๘๔เรื่องลักดอกไม้ ๒ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปสวนดอกไม้ มีไถยจิตลักดอกไม้ที่เขาเก็บกองไว้ได้ราคา ๕ มาสก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๙/๓๗๔
๘๕เรื่องลักดอกไม้ ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปสวนดอกไม้ มีไถยจิตลักเก็บดอกไม้ได้ราคา ๕ มาสก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๔๙/๓๗๔
๘๖เรื่องพูดตามคำสั่ง ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเมื่อจะไปยังหมู่บ้าน ได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “ท่าน ผมจะบอกสกุลอุปัฏฐากของท่านตามที่ ท่านสั่ง” ภิกษุนั้นไปถึงจึงให้เขานำผ้าสาฎกมาให้ผืนหนึ่งแล้วใช้เสียเอง ภิกษุผู้สั่งรู้เข้าจึงโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ภิกษุทั้งหลายไม่พึงกล่าวว่า ‘ผมจะบอกตามที่ท่านสั่ง’ รูปใดกล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๐/๓๗๔
๘๗เรื่องพูดตามคำสั่ง ๓ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจะไปยังหมู่บ้าน ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า “ท่าน ท่านจงบอกสกุลอุปัฏฐากของผมตามที่ผมสั่ง” ภิกษุนั้นไปถึงจึงให้เขานำผ้าสาฎกมาคู่หนึ่ง แล้วใช้เสียเองหนึ่งผืน ให้ภิกษุผู้บอกหนึ่งผืน ภิกษุผู้บอกรู้เข้าจึงโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ภิกษุทั้งหลายไม่พึงกล่าวว่า ‘ท่านจงบอกตามที่ผมสั่ง’ รูปใดกล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๐/๓๗๕
๘๘เรื่องพูดตามคำสั่ง ๓ เรื่อง (๓)ไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเมื่อจะไปยังหมู่บ้าน ได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “ท่าน ผมจะบอกสกุลอุปัฏฐากของท่านตามที่ท่านสั่ง” แม้ภิกษุนั้นก็กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ท่านจงบอกตามที่ผมสั่งเถิด” ภิกษุนั้นไปถึงจึงให้เขานำเนยใส ๑ อาฬหก นํ้าอ้อยงบ ๑ ดุล ข้าวสาร ๑ โทณ มาแล้วฉันเสียเอง ภิกษุผู้บอกรู้เข้าจึงโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ภิกษุทั้งหลายไม่พึงกล่าวว่า ‘ผมจะบอกตามที่ท่านสั่ง’ และไม่พึงกล่าวว่า ‘ท่านจงบอกตามที่ผมสั่ง’ รูปใดกล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๐/๓๗๕
๘๙เรื่องนำแก้วมณีล่วงด่านภาษี ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล บุรุษผู้หนึ่งนำแก้วมณีซึ่งมีราคาแพงเดินทางไกลไปกับภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นบุรุษนั้นเห็นด่านภาษีจึงหย่อนแก้วมณีลงในย่ามของภิกษุนั้นผู้ไม่รู้ตัว เดินพ้นด่านภาษีไปแล้วจึงถือนำไปเอง ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร “ข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้ตัว พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่รู้ตัว ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๑/๓๗๖
๙๐เรื่องนำแก้วมณีล่วงด่านภาษี ๓ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล บุรุษผู้หนึ่งนำแก้วมณีซึ่งมีราคาแพงเดินทางไกลไปกับภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นบุรุษนั้นเห็นด่านภาษีจึงแสร้งทำเป็นไข้แล้วได้ให้ห่อของของตนแก่ภิกษุนั้น ครั้นเดินทางพ้นด่านภาษีไปแล้ว บุรุษนั้นจึงได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า “ท่านขอรับ ขอท่านจงนำห่อของของผมมา ผมไม่เป็นอะไรหรอก” ภิกษุนั้นถามว่า “คุณ คุณทำเช่นนั้นเพื่อประสงค์อะไร” บุรุษนั้นได้เล่าความจริงแก่ภิกษุนั้นแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้ตัว พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่รู้ตัว ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๑/๓๗๖
๙๑เรื่องนำแก้วมณีล่วงด่านภาษี ๓ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไกลไปกับพวกกองเกวียน บุรุษคนหนึ่งเกลี้ยกล่อมภิกษุนั้นด้วยอามิส เห็นด่านภาษีเข้า จึง ส่งแก้วมณีซึ่งมีราคาแพงให้แก่ภิกษุนั้นด้วยขอร้องว่า “ท่านขอรับ ขอท่านจงช่วยนำแก้วมณีนี้ผ่านด่านภาษีด้วย” จึงภิกษุนั้นนำแก้วมณีนั้นผ่านด่านภาษีไป แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๒/๓๗๖
๙๒เรื่องปล่อยหมู ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความสงสารได้ปล่อยหมูที่ติดบ่วงไป แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้มีความประสงค์จะช่วยเหลือไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๓/๓๗๗
๙๓เรื่องปล่อยหมู ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตได้ปล่อยหมูที่ติดบ่วงไปเสียก่อนด้วยคิดว่าพวกเจ้าของจะเห็น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๓/๓๗๗
๙๔เรื่องปล่อยเนื้อ ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความสงสารได้ปล่อยเนื้อที่ติดบ่วงไป แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้มีความประสงค์จะช่วยเหลือไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๓/๓๗๗
๙๕เรื่องปล่อยเนื้อ ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตได้ปล่อยเนื้อที่ติดบ่วงไปเสียก่อนด้วยคิดว่าพวกเจ้าของจะเห็น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๓/๓๗๘
๙๖เรื่องปล่อยปลา ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความสงสารได้ปล่อยปลาที่ติดลอบไปแล้ว ได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้มีความประสงค์จะช่วยเหลือไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๓/๓๗๘
๙๗เรื่องปล่อยปลา ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตได้ปล่อยปลาที่ติดลอบไปเสียก่อนด้วยคิดว่าพวกเจ้าของจะเห็น แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๓/๓๗๘
๙๘เรื่องกลิ้งทรัพย์ในยานปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นทรัพย์ที่อยู่ในยานแล้วคิดว่า “เมื่อเราถือเอาไปจากยานนี้ก็จักเป็นปาราชิก” จึงเขี่ยให้กลิ้งลงมาแล้วถือเอาไป แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๓/๓๗๘
๙๙เรื่องชิ้นเนื้อ ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้เก็บเอาชิ้นเนื้อที่เหยี่ยวเฉี่ยวมาไว้ด้วยตั้งใจว่าจักคืนให้แก่พวกเจ้าของ พวกเจ้าของโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีไถยจิต ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๓/๓๗๙
๑๐๐เรื่องชิ้นเนื้อ ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตเก็บเอาชิ้นเนื้อที่เหยี่ยวเฉี่ยวมาไว้เสียก่อนด้วยกลัวว่าพวกเจ้าของจะเห็น พวกเจ้าของโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่ป็นสมณะ” เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๓/๓๗๙
๑๐๑เรื่องไม้ ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชาวบ้านช่วยกันผูกแพแล้วเข็นลงไปในแม่นํ้าอจิรวดี เมื่อเครื่องผูกขาด ไม้ได้ลอยกระจายไป ภิกษุทั้งหลายมีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุลจึงช่วยกันขนขึ้นมา พวกเจ้าของโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จังกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุลไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๔/๓๗๙
๑๐๒เรื่องไม้ ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชาวบ้านช่วยกันผูกแพแล้วเข็นลงไปในแม่นํ้าอจิรวดี เมื่อเครื่องผูกขาด ไม้ได้ลอยกระจายไป ภิกษุทั้งหลายมี ไถยจิตช่วยกันขนขึ้นเสียก่อนด้วยกลัวว่าพวกเจ้าของจะเห็น พวกเจ้าของโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๔/๓๗๙
๑๐๓เรื่องผ้าบังสุกลไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล คนเลี้ยงโคคนหนึ่งพาดผ้าสาฎกไว้ที่ต้นไม้แล้วไปถ่ายอุจจาระ ภิกษุรูปหนึ่งมีความสำคัญว่าเป็นผ้าบังสุกุลจึงถือเอาไป คนเลี้ยงโคนั้นโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุลไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๔/๓๘๐
๑๐๔เรื่องข้ามนํ้า ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกำลังข้ามน้ำอยู่ มีผ้าสาฎกที่หลุดจากมือของพวกช่างย้อมผ้าไปคล้องอยู่ที่เท้าเธอ ภิกษุนั้นจึงเก็บไว้ด้วยตั้งใจว่าจักให้แก่พวกเจ้าของ พวกเจ้าของโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีไถยจิตไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๔/๓๘๐
๑๐๕เรื่องข้ามนํ้า ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกำลังข้ามนํ้าอยู่ มีผ้าสาฎกที่หลุดจากมือของพวกช่างย้อมผ้าไปคล้องอยู่ที่หลังเท้าเธอ ภิกษุนั้นมีไถยจิตยึดเอาไว้เสียก่อนด้วยกลัวว่าพวกเจ้าของจักเห็น พวกเจ้าของโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติ ปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๔/๓๘๐
๑๐๖เรื่องฉันทีละน้อยทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเห็นหม้อเนยใสจึงฉันเข้าไปทีละน้อยๆ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๑
๑๐๗เรื่องชวนกันลักทรัพย์ ๒ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปชวนกันไปด้วยตั้งใจว่าจักลักทรัพย์ ภิกษุรูปหนึ่งลักทรัพย์มาได้ ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกเราไม่เป็นปาราชิก รูปใดลัก รูปนั้นจึงเป็นปาราชิก” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๑
๑๐๘เรื่องชวนกันลักทรัพย์ ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปชวนกันลักทรัพย์มาได้แล้วแบ่งกันเมื่อแบ่งทรัพย์กัน ภิกษุแต่ละรูปได้ส่วนแบ่งไม่ครบ ๕ มาสก จึงกล่าวขึ้นอย่างนี้ว่า “พวกเราไม่เป็นปาราชิก” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๑
๑๐๙เรื่องกำมือที่พระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถีเกิดทุพภิกขภัย ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักข้าวสารของชาวร้านตลาดไป ๑ กำมือ แล้วมีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๑
๑๑๐เรื่องกำมือที่พระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถีเกิดทุพภิกขภัย ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักถั่วเขียวของชาวร้านตลาดไป ๑ กำมือ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๒
๑๑๑เรื่องกำมือที่พระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถีเกิดทุพภิกขภัย ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักถั่วฝักยาวของชาวร้านตลาดไป ๑ กำมือ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๒
๑๑๒เรื่องกำมือที่พระนครสาวัตถี ๔ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถีเกิดทุพภิกขภัย ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักงาของชาวร้านตลาดไป ๑ กำมือ แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๒
๑๑๓เรื่องเนื้อเดน ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกโจรฆ่าโคกินเนื้อแล้วซ่อนส่วนที่เหลือไวัในป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถี แล้วพากันไป ภิกษุทั้งหลายสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล จึงให้เก็บเอาไปฉัน พวกโจรโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุลไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๒
๑๑๔เรื่องเนื้อเดน ๒ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกโจรฆ่าหมูกินเนื้อแล้วซ่อนส่วนที่เหลือไว้ในป่าอันธวันใกล้พระนครสาวัตถี แล้วพากันไป ภิกษุทั้งหลายสำคัญว่า เป็นของบังสุกุล จึงให้เก็บเอาไปฉัน พวกโจรโจทภิกษุเหล่านั้นว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าเป็นของบังสุกุลไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๒
๑๑๕เรื่องหญ้า ๒ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปยังทุ่งหญ้า มีไถยจิตลักหญ้าที่เขาเกี่ยวไว้แล้วได้ราคา ๕ มาสก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๓
๑๑๖เรื่องหญ้า ๒ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปยังทุ่งหญ้า มีไถยจิตลักหญ้าได้ ราคา ๕ มาสก แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๕/๓๘๓
๑๑๗เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระอาคันตุกะทั้งหลายให้ช่วยกันแจกมะม่วงของสงฆ์แล้วฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นโจทพวกพระอาคันตุกะว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” พวกพระอาคันตุกะได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าคิดเพื่อต้องการฉัน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คิดเพื่อต้องการฉัน ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๓
๑๑๘เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระอาคันตุกะทั้งหลายให้ช่วยกันแจกลูกหว้าของสงฆ์แล้วฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นโจทพวกพระอาคันตุกะว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” พวกพระอาคันตุกะได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าคิดเพื่อต้องการฉัน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คิดเพื่อต้องการฉัน ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๔
๑๑๙เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๓)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระอาคันตุกะทั้งหลายให้ช่วยกันแจกขนุนสำมะลอของสงฆ์แล้วฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นโจทพวกพระอาคันตุกะว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” พวกพระอาคันตุกะได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าคิดเพื่อต้องการฉัน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คิดเพื่อต้องการฉัน ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๔
๑๒๐เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๔)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระอาคันตุกะทั้งหลายให้ช่วยกันแจกขนุนของสงฆ์แล้วฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นโจทพวกพระอาคันตุกะว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” พวกพระอาคันตุกะได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าคิดเพื่อต้องการฉัน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คิดเพื่อต้องการฉัน ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๔
๑๒๑เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๕)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระอาคันตุกะทั้งหลายให้ช่วยกันแจกผลตาลสุกของสงฆ์แล้วฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นโจทพวกพระอาคันตุกะว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” พวกพระอาคันตุกะได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าคิดเพื่อต้องการฉัน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คิดเพื่อต้องการฉัน ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๔
๑๒๒เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๖)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระอาคันตุกะทั้งหลายให้ช่วยกันแจกอ้อยของสงฆ์แล้วฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นโจทพวกพระอาคันตุกะว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” พวกพระอาคันตุกะได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าคิดเพื่อต้องการฉัน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คิดเพื่อต้องการฉัน ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๕
๑๒๓เรื่องให้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๗)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระอาคันตุกะทั้งหลายให้ช่วยกันแจกผลมะพลับของสงฆ์แล้วฉัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นโจทพวกพระอาคันตุกะว่า “พวกท่านไม่เป็นสมณะ” พวกพระอาคันตุกะมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้าคิดเพื่อต้องการฉัน พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คิดเพื่อต้องการฉัน ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๕
๑๒๔เรื่องไม่ไช้เจ้าของ ๗ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกคนเฝ้าสวนมะม่วงได้ถวายผลมะม่วงแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่ว่า “คนพวกนี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีหน้าที่จะถวาย” จึงไม่รับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติเพราะคนเฝ้าถวาย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๕
๑๒๕เรื่องไม่ไช้เจ้าของ ๗ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกคนเฝ้าสวนต้นหว้าได้ถวายผลหว้าแก่ภิกษุทั้งทลาย ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่ว่า “คนพวกนี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีหน้าที่จะถวาย” จึงไม่รับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติเพราะคนเฝ้าถวาย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๖
๑๒๖เรื่องไม่ไช้เจ้าของ ๗ เรื่อง (๓)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกคนเฝ้าสวนขนุนสำมะลอได้ถวายขนุนสำมะลอแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่ว่า “คนพวกนี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีหน้าที่จะถวาย” จึงไม่รับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติเพราะคนเฝ้าถวาย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๖
๑๒๗เรื่องไม่ไช้เจ้าของ ๗ เรื่อง (๔)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกคนเฝ้าสวนขนุนได้ถวายผลขนุนแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่ว่า “คนพวกนี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีหน้าที่จะถวาย” จึงไม่รับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติเพราะคนเฝ้าถวาย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๖
๑๒๘เรื่องไม่ไช้เจ้าของ ๗ เรื่อง (๕)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกคนเฝ้าสวนตาลได้ถวายผลตาลสุกแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่ว่า “คนพวกนี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีหน้าที่จะถวาย” จึงไม่รับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติเพราะคนเฝ้าถวาย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๖
๑๒๙เรื่องไม่ไช้เจ้าของ ๗ เรื่อง (๖)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกคนเฝ้าไร่อ้อยได้ถวายอ้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่ว่า “คนพวกนี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีหน้าที่จะถวาย” จึงไม่รับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติเพราะคนเฝ้าถวาย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๖
๑๓๐เรื่องไม่ไช้เจ้าของ ๗ เรื่อง (๗)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกคนเฝ้าสวนมะพลับได้ถวายผลมะพลับแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายรังเกียจอยู่ว่า “คนพวกนี้มีหน้าที่เฝ้า ไม่มีหน้าที่จะถวาย” จึงไม่รับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติเพราะคนเฝ้าถวาย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๗
๑๓๑เรื่องยืมไม้ของสงฆ์ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งขอยืมไม้ของสงฆ์ไปคํ้าฝาที่อยู่ของตน ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” เธอได้มีความกังวลใจจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าคิดขอยืม พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ไม่ต้องอาบัติ เพราะขอยืม”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๗
๑๓๒เรื่องลักนํ้าของสงฆ์ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักน้ำของสงฆ์ไป แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๗
๑๓๓เรื่องลักดินของสงฆ์ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักดินของสงฆ์ไป แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๗
๑๓๔เรื่องลักหญ้าของสงฆ์ ๒ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักหญ้ามุงกระต่ายของสงฆ์ไป แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๘
๑๓๕เรื่องลักหญ้าของสงฆ์ ๒ เรื่อง (๒)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตเผาหญ้ามุงกระต่ายของสงฆ์ แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าคิดจะเผา พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๘
๑๓๖เรื่องเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีโถยจิตลักเตียงของสงฆ์ไป แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๘
๑๓๗เรื่องเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักตั่งของสงฆ์ไป แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๘
๑๓๘เรื่องเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักฟูกของสงฆ์ไป แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๙
๑๓๙เรื่องเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักหมอนของสงฆ์ไป แล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๙
๑๔๐เรื่องเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๕)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักบานประตูของสงฆ์ไปแล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๙
๑๔๑เรื่องเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๖)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักบานหน้าต่างของสงฆ์ไปแล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๙
๑๔๒เรื่องเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง (๗)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีไถยจิตลักไม้กลอนของสงฆ์ไปแล้วได้มีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีไถยจิต พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๖/๓๘๙
๑๔๓เรื่องของมีเจ้าของ ไม่ควรนำไปใช้ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายนำเสนาสนะสำหรับใช้สอย ประจำวิหารของอุบาสกคนหนึ่งไปใช้สอยที่แห่งอื่น จึงอุบาสกนั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า “ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลายจึงได้นำเครื่องใช้สอยในที่แห่งหนึ่งไปใช้สอยในที่อีกแห่งหนึ่งเล่า” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เครื่องใช้สอยในที่แห่งหนึ่งอันภิกษุไม่พึงนำไปใช้สอยในที่อีกแห่งหนึ่ง รูปใดใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๗/๓๙๐
๑๔๔เรื่องของมีเจ้าของ ควรขอยืมไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายรังเกียจที่จะนำแม้ผ้าปูนั่งไปใช้โนโรงอุโบสถ ยอมนั่งบนพื้นเอา เนื้อตัวก็ดี จีวรก็ดีจึงเปื้อนฝุ่น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นำไปใช้ได้ชั่วคราว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๗/๓๙๐
๑๔๕เรื่องภิกษุณีชาวเมืองจัมปาปาจิตตีย์
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีผู้เป็นอันเตวาสิกา ของถุลลนันทาภิกษุณีไปยังสกุลอุปัฏฐากของถุลลนันทาภิกษุณีในเมืองจัมปาแล้วบอกว่า “แม่เจ้า ปรารถนาจะดื่มยาคูที่ปรุงต้วยของ ๓ อย่าง” สั่งให้เขาหุงหาให้แล้วนำไปฉันเสียเอง ถุลลนันทาภิกษุณีทราบเข้า จึงโจทภิกษุณีอันเตวาสิกานั้นว่า “เธอไม่เป็นสมณะ” ภิกษุณีอันเตวาสิกามีความกังวลใจจึงได้เรียนแก่ภิกษุณี ทั้งหลาย พวกภิกษุณีได้แจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีนั้นไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะสัมปชานมุสาวาท”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๗/๓๙๐
๑๔๖เรื่องภิกษุณีชาวพระนครราชคฤห์ปาจิตตีย์
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีผู้เป็นอันเตวาสิกาของถุลลนันทาภิกษุณีไปยังสกุลอุปัฏฐากของถุลลนันทาภิกษุณีในพระนครราชคฤห์ แล้วบอกว่า “แม่เจ้าปรารถนาจะฉันขนมรวงผึ้ง” สั่งให้เขาทอดให้แล้วนำไปฉันเสียเอง ถุลลนันทาภิกษุณีทราบเข้าจึงโจทภิกษุณีอันเตวาสิกานั้นว่า“เธอไม่เป็นสมณะ” ภิกษุณีอันเตวาสิกามีความกังวลใจจึงได้เรียนแก่ภิกษุณีทั้งหลาย พวกภิกษุณีได้แจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีนั้นไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะสัมปชานมุสาวาท”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๗/๓๙๑
๑๔๗เรื่องพระอัชชุกะชาวพระนครเวสาลีไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล คฤหบดีอุปัฏฐากของท่านพระอัชชุกะในพระนครเวสาลี มีเด็กอยู่ ๒ คน คือ บุตรชายคนหนึ่ง หลานชายคนหนึ่ง ครั้งนั้นท่านคฤหบดีได้สั่งเสียท่านพระอัชชุกะว่า “พระคุณเจ้าเจ้าข้า ในเด็ก ๒ คนนี้ คนใดมีศรัทธาเลื่อมใส พระคุณเจ้าพึงบอกสถานที่ฝังทรัพย์นี้แก่เด็กคนนั้น” ดังนี้แล้วได้ถึงแก่กรรมไป ครั้นสมัยต่อมา หลานชายของคฤหบดีนั้นเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส จึงท่านพระอัชชุกะได้บอกสถานที่ฝังทรัพย์นั้นแก่เด็กหลานชาย เด็กหลานชายนั้นจึงได้รวบรวมทรัพย์ และเริ่มบำเพ็ญทานด้วยทรัพย์สมบัตินั้นแล้ว ภายหลัง บุตรชายคฤหบดีนั้นได้เรียนถามเรื่องนี้กะท่านพระอานนท์ว่า “ท่านอานนท์ขอรับ ใครหนอจึงจะเป็นทายาทของบิดา บุตรชายหรือหลานชาย” ท่านพระอานนท์ตอบว่า “คุณ ธรรมดาบุตรชายย่อมเป็นทายาทของบิดา” “ท่านขอรับ พระคุณเจ้าอัชชุกะนี้ได้บอกทรัพย์สมบัติของกระผมให้แก่คู่แข่งของกระผมไปแล้ว” “คุณ ท่านพระอัชชุกะก็ไม่เป็นสมณะ” ลำดับนั้น ท่านพระอัชชุกะได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า “อาวุโสอานนท์ ขอท่านได้โปรดให้การวินิจฉัยแก่ผมด้วย” ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเป็นฝักฝ่ายของท่านพระอัชชุกะ ท่านจึงถามท่านพระอานนท์ว่า “อาวุโส อานนท์ ภิกษุใดอันเจ้าของทรัพย์สั่งไว้ว่า ‘ขอท่านได้โปรดบอกสถานที่ฝังทรัพย์นี้แก่บุคคลชื่อนี้’ แล้วจึงบอกแก่บุคคลนั้น ภิกษุนั้นจะต้องอาบัติด้วยหรือ” “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติสักน้อย โดยที่สุดแม้เพียงอาบัติทุกกฏ” “อาวุโส ท่านพระอัชชุกะนี้อันเจ้าของทรัพย์สั่งไว้ว่า ‘ขอท่านได้โปรดบอกสถานที่ฝังทรัพย์นี้แก่บุคคลชื่อนี้’ จึงได้บอกแก่บุคคลนั้น ท่านพระอัชชุกะจึงไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๘/๓๙๑
๑๔๘เรื่องทารกชาวพระนครพาราณสีไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล สกุลอุปัฏฐากของท่านปิลินทวัจฉะในพระนครพาราณสีถูกพวกโจรปล้น และเด็ก ๒ คนถูกพวกโจรจับตัวไป ครั้งนั้นท่านพระปิลินทวัจฉะนำเด็ก ๒ คนนั้นกลับมาได้ด้วยฤทธิแล้วให้อยู่ในปราสาท ชาวบ้านเห็นเด็ก ๒ คนนั้นแล้วต่างพากันเลื่อมใสโนท่านปิลินทวัจฉะ ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเติยน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระปิลินทวัจฉะจึงได้นำเด็กที่ถูกพวกโจรนำตัวไปแล้วคืนมาเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติเพราะวิสัยแห่งฤทธิ์ของภิกษุผู้มีฤทธิ์”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๕๙/๓๙๒
๑๔๙เรื่องภิกษุชาวพระนครโกสัมพีปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุ ๒ รูป ชื่อปัณฑกะรูปหนึ่ง ชื่อกปิละรูปหนึ่ง เป็นสหายกัน รูปหนึ่งอยูในหมู่บ้าน อีกรูปหนึ่งอยูในเพระนครโกสัมพี ขณะเมื่อภิกษุนั้นเดินทางจากหมู่บ้านไปยังพระนครโกสัมพี ข้ามแม่นํ้าในระหว่างทางอยู่ มีเปลวมันข้นที่หลุดจากมือของพวกคนฆ่าหมูลอยมาติดอยู่ที่เท้า ภิกษุนั้นได้เก็บไว้ด้วยตั้งใจว่าจักให้แก่พวกเจ้าของ แต่พวกเจ้าของโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านไม่เป็นสมณะ” สตรีเลี้ยงโคคนหนึ่งเห็นภิกษุนั้นข้ามแม่น้ำขึ้นมาแล้วได้เชิญชวนว่า “ท่านเจ้าข้า นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมเถิด” ภิกษุนั้นคิดว่า “แม้โดยปกติเราก็ไม่เป็นสมณะแล้ว” จึงเสพเมถุนธรรมกับสตรีเลี้ยงโคนั้น ไปถึงพระนครโกสัมพีแล้วได้แจ้งเรื่องนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจึงกราบทูลเรื่องนั้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติปาราชิกเพราะอทินนาทาน แต่ต้องอาบัติปาราชิกเพราะเสพเมถุนธรรม”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๖๐/๓๙๓
๑๕๐เรื่องสัทธิวิหาริกของพระทัฬหิกะเมืองสาคลาไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุสัทธิวิหาริกของท่านพระทัฬหิกะในเมืองสาคลา ถูกความกระสันอยากสึกรุมเร้าจึงได้ลักผ้าโพกของชาวร้านตลาดไปแล้วได้กราบเรียนท่านพระทัฬหิกะว่า “กระผมไม่เป็นสมณะ จักสึกขอรับ” “คุณทำอะไรไว้” ภิกษุนั้นสารภาพว่า “ลักผ้าโพกของชาวร้านตลาดมา ขอรับ” ท่านพระทัฬหิกะให้นำผ้าโพกนั้นมาแล้วให้ชาวร้านตลาดตีราคา เมื่อตีราคาผ้าโพกนั้น ราคาไม่ถึง ๕ มาสก ท่านพระทัฬทิกะจึงชี้แจงเหตุผลว่า “คุณไม่ต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นยินดียิ่งนักแล
📍 วิ.มหา. ๑/๑๖๑/๓๙๓
PRJ-03
๓. มนุสสวิคคหะ
ฆ่ามนุษย์ — Manussaviggaha
📌องค์ประกอบอาบัติ
- ผู้ถูกกระทำเป็น มนุษย์ (นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ — ปฏิสนธิ)
- ภิกษุ รู้ว่าเป็นมนุษย์
- มีเจตนาจะฆ่า (วธกจิต — จิตคิดปลงชีวิต)
- ลง มือพยายามฆ่า ด้วยวิธีใดก็ตาม
- ผู้นั้น ตายด้วยความพยายามนั้น
⚖️ระดับอาบัติตามเหยื่อ
ฆ่ามนุษย์ (รวมทำแท้งทารกในครรภ์ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์)ปาราชิก
พยายามฆ่ามนุษย์แต่ไม่ตาย / ทำให้เพียงบาดเจ็บถุลลัจจัย
ฆ่าอมนุษย์ (ยักษ์ เปรต เทวดา)ถุลลัจจัย
ฆ่าสัตว์ดิรัจฉานปาจิตตีย์ ข้อ ๖๑
ไม่เจตนา / สำคัญผิดว่าไม่ใช่มนุษย์ / ไม่รู้ไม่ต้องอาบัติ
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติ: พระพุทธเจ้าทรงแสดง การพิจารณาความไม่งามของกาย (อสุภกรรมฐาน) แก่หมู่ภิกษุ แล้วเสด็จเข้าที่เร้นเป็นเวลากึ่งเดือน ภิกษุเหล่านั้นพิจารณาจนเกิดความอึดอัด ระอา เกลียดชังร่างกายของตนเอง ใคร่จะสละกายให้พ้น จึงถือศัสตราฆ่าตัวเองบ้าง วานกันและกันฆ่าบ้าง และวาน มิคลัณฑิกะ (คนปลอมเป็นสมณะ) ให้ฆ่าภิกษุเป็นจำนวนมาก
- ภายหลังมิคลัณฑิกะเกิดความรำคาญใจ (วิปฏิสาร) จากบาปที่ทำ — อรรถกถาย้ำว่า แม้บาปเล็กน้อย อานุภาพของแม่น้ำ (การล้างบาป) ก็ล้างไม่ได้ และความรำคาญนี้เป็นโทษทางจิต ไม่ใช่โทษทางพระวินัย
- ในบรรดาภิกษุที่ถูกฆ่าครั้งนั้น มีทั้ง ปุถุชน โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ — พระอรหันต์ไม่ต้องเกิดอีก ส่วนพระอริยบุคคลอื่น ๆ มีสุคติ (ภพดี) แน่นอน อรรถกถาชี้ว่ากรรมเก่าวิบาก ไม่มีใครห้ามได้
- เจตนาฆ่า (สัญจิจจ) ประกอบด้วย — "จงใจปักใจจะฆ่า" + "รู้ว่าเป้าหมายมีลมหายใจ" + "ส่งจิตที่หมดความระแวงไปทำร้ายด้วยความพยาบาท"
- การพรรณนาคุณของความตาย (มรณวัณณสังวัณณนา) — คือการชี้โทษของการมีชีวิตอยู่ แล้วพรรณนาอานิสงส์ของความตาย เช่นพูดว่า "ท่านทำกรรมดีแล้ว ทำกุศลแล้ว ตายไปย่อมได้ไปสุคติ" เพื่อให้เขาใคร่ตาย — ถ้าเขาตายจริงด้วยคำนั้น ต้องปาราชิก (ครอบคลุมถึงการช่วยฆ่าเพราะสงสารผู้ป่วย — การุณยฆาต ก็ไม่พ้น)
- การจัดเตรียมอาวุธ (ถาวรประโยค) — อรรถกถาชี้ว่าลำพังการแสวงหาศัสตรามาวางไว้ยังไม่เป็นปาราชิก ต้องถึงขั้นฆ่าสำเร็จจริงด้วยศัสตรานั้น จึงจะปรับ (ถ้าแสวงหาอย่างเดียว ไม่ฆ่า = อาบัติเบากว่า)
สิกขาบทบาลี
โย ปน ภิกฺขุ สญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปยฺย, สตฺถหารกํ วาสฺส ปริเยเสยฺย, มรณวณฺณํ วา สํวณฺเณยฺย, มรณาย วา สมาทเปยฺย ... อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส ฯ
คำแปล: "ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศาสตราอันจะปลิดชีวิตให้ หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่อให้ตาย ... แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๑๖๒–๑๙๒/๓๙๔–๔๕๒
วิ.มหา.อ. ๒/๓๑๕–๖๐๔
📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ
๑เรื่องพรรณนาคุณความตายปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พรรณนาคุณแห่งความตายแก่ภิกษุนั้นด้วยความกรุณา ภิกษุนั้นถึงมรณภาพแล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๐/๔๑๘
๒เรื่องนั่งไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งนั่งทับเด็กชายที่เขาเอาผ้าเก่าคลุมไว้บนตั่ง ทำให้เด็กนั้นตาย จึงได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกเธอไม่พิจารณาก่อนแล้วอย่านั่งบนอาสนะ รูปใดนั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๐/๔๑๘
๓เรื่องสากไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งปูลาดอาสนะอยู่ที่โรงอาหารในละแวกบ้าน ได้หยิบสากอันหนึ่งในสากที่เขาพิงกันไว้ สากอันที่สองได้ล้มฟาดศีรษะเด็กชายคนหนึ่ง เด็กชายนั้นตายแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้จงใจ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่จงใจ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๐/๔๑๘
๔เรื่องครกไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งปูลาดอาสนะอยู่ที่โรงอาหารในละแวกบ้าน ได้เหยียบขอนไม้ที่เขานำมาทำครกกลิ้งไปทับเด็กคนหนึ่งตาย จึงได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้จงใจ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่จงใจ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๐/๔๑๙
๕เรื่องพระผู้เฒ่า ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล บิดาและบุตรบวชอยู่ในสำนักภิกษุด้วยกัน เมื่อเขาบอกภัตกาลแล้ว ภิกษุผู้บุตรได้กล่าวกะภิกษุผู้บิดาว่า “นิมนต์ไปเถิดขอรับ พระสงฆ์กำลังคอยท่านอยู่” แล้วดุนหลังผลักไป ภิกษุผู้บิดาได้ล้มลงถึงมรณภาพ ภิกษุผู้บุตรนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๐/๔๑๙
๖เรื่องพระผู้เฒ่า ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล บิดาและบุตรบวชอยู่ในสำนักภิกษุด้วยกัน เมื่อเขาบอกภัตกาลแล้ว ภิกษุผู้บุตรได้กล่าวกะภิกษุผู้บิดาว่า “นิมนต์ไปเถิดขอรับ พระสงฆ์กำลังคอยท่านอยู่” ภิกษุผู้บุตรมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงดุนหลังผลักไป ภิกษุผู้บิดาได้ล้มลงถึงมรณภาพ ภิกษุผู้บุตรได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๐/๔๑๙
๗เรื่องพระผู้เฒ่า ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล บิดาและบุตรบวชอยู่ในสำนักภิกษุด้วยกัน เมื่อเขาบอกภัตกาลแล้ว ภิกษุผู้บุตรได้กล่าวกะภิกษุผู้บิดาว่า “นิมนต์ไปเถิดขอรับ พระสงฆ์กำลังคอยท่านอยู่” ภิกษุผู้บุตรมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพจึงดุนหลังผลักไป ภิกษุผู้บิดาได้ล้มลงแต่ไม่ถึงมรณภาพ ภิกษุผู้บุตรได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๐/๔๒๐
๘เรื่องเนื้อติดคอ ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังฉันอาหารอยู่ เนื้อติดคอภิกษุอีกรูปหนึ่งได้ตบคอภิกษุนั้น เนื้อหลุดออกมาพร้อมกับโลหิต ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ ภิกษุรูปที่ตบคอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๑/๔๒๐
๙เรื่องเนื้อติดคอ ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังฉันอาหารอยู่ เนื้อติดคอภิกษุอีกรูปหนึ่งประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ ได้ตบคอภิกษุนั้น เนื้อหลุดออกมาพร้อมกับโลหิต ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ ภิกษุรูปที่ตบคอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๑/๔๒๐
๑๐เรื่องเนื้อติดคอ ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งกำลังฉันอาหารอยู่ เนื้อติดคอ ภิกษุอีกรูปหนึ่งประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ ได้ตบคอภิกษุนั้น เนื้อหลุดออกมาพร้อมกับโลหิต แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงกับมรณภาพ ภิกษุรูปที่ตบคอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๑/๔๒๑
๑๑เรื่องยาพิษ ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งได้บิณฑบาตเจือยาพิษมาแล้วนำไปโรงฉัน ได้ถวายบิณฑบาตส่วนที่เลิศนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายให้ฉันก่อน ภิกษุเหล่านั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่รู้ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๑/๔๒๑
๑๒เรื่องยาพิษ ๒ เรื่อง (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งประสงค์จะทดลอง ได้ให้ยาพิษแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่งฉัน ภิกษุนั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะทดลอง พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๑/๔๒๑
๑๓เรื่องสร้างที่อยู่ ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันปรับพื้นที่สร้างวิหารอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างยกศิลาส่งขึ้นไป ศิลาที่ภิกษุผู้อยู่ข้างบนรับไม่ดีได้ตกลงมาทับกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่างถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้จงใจ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่จงใจ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๒/๔๒๒
๑๔เรื่องสร้างที่อยู่ ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันปรับพื้นที่สร้างวิหารอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างยกศิลาส่งขึ้นไป ภิกษุผู้อยู่ข้างบนมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงปล่อยศิลาลงบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่าง ภิกษุผู้อยู่ข้างล่างนั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๒/๔๒๒
๑๕เรื่องสร้างที่อยู่ ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันปรับพื้นที่สร้างวิหารอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างยกศิลาส่งขึ้นไป ภิกษุผู้อยู่ข้างบนมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงปล่อยศิลาลงบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่างแต่ภิกษุผู้อยู่ข้างล่างนั้นไม่ถึงมรณภาพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๒/๔๒๒
๑๖เรื่องอิฐ ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันก่อฝาผนังวิหารอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างส่งอิฐขึ้นไป อิฐที่ภิกษุผู้อยู่ข้างบนรับไว้ไม่ดีได้หล่นลงมาทับกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่างถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้จงใจ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่จงใจ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๒/๔๒๓
๑๗เรื่องอิฐ ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันก่อฝาผนังวิหารอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างส่งอิฐขึ้นไป ภิกษุผู้อยู่ข้างบนมีความประสงค์จะให้ตาย จึงปล่อยอิฐลงบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่าง ภิกษุผู้อยู่ข้างล่างนั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๒/๔๒๓
๑๘เรื่องอิฐ ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันก่อฝาผนังวิหารอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างส่งอิฐขึ้นไป ภิกษุผู้อยู่ข้างบนมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงปล่อยอิฐลงบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่าง แต่ภิกษุผู้อยู่ข้างล่างไม่ถึงมรณภาพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๒/๔๒๓
๑๙เรื่องมีด ๓ เรื่องไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันทำนวกรรมอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างส่งมีดขึ้นไป มีดที่ภิกษุผู้อยู่ข้างบนรับไว้ไม่ดี ได้ตกลงมาบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่างถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้จงใจ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่จงใจ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๔
๒๐เรื่องมีด ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันทำนวกรรมอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างส่งมีดขึ้นไป ภิกษุผู้อยู่ข้างบนมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงปล่อยมีดลงมาบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่างถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๔
๒๑เรื่องมีด ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันทำนวกรรมอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างส่งมีดขึ้นไป ภิกษุผู้อยู่ข้างบนมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงปล่อยมีดลงมาบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่าง แต่ภิกษุผู้อยู่ข้างล่างไม่ถึงมรณภาพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๔
๒๒เรื่องไม้กลอน ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันทำนวกรรมอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างยกไม้กลอนส่งขึ้นไป ไม้กลอนที่ภิกษุผู้อยู่ข้างบนรับไว้ไม่ดี ได้ตกลงมาบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่าง ภิกษุผู้อยู่ข้างล่างนั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้จงใจ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่จงใจ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๕
๒๓เรื่องไม้กลอน ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันทำนวกรรมอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างยกไม้กลอนส่งขึ้นไป ภิกษุผู้อยู่ข้างบนมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงปล่อยไม้กลอนลงมาบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่างนั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๕
๒๔เรื่องไม้กลอน ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีช่วยกันทำนวกรรมอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข้างล่างยกไม้กลอนส่งขึ้นไป ภิกษุผู้อยู่ข้างบนมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงปล่อยไม้กลอนลงมาบนกระหม่อมภิกษุผู้อยู่ข้างล่าง แต่ภิกษุผู้อยู่ข้างล่างนั้นไม่ถึงมรณภาพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๕
๒๕เรื่องร่างร้าน ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีผูกร่างร้านทำนวกรรมกันอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “คุณจงยืนผูกตรงนี้” ภิกษุนั้นยืนผูกอยู่ ณ ที่นั้น ได้พลัดตกลงมาถึงมรณภาพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๖
๒๖เรื่องร่างร้าน ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีผูกร่างร้านทำนวกรรมกันอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ตาย จึงได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “คุณจงยืนผูกตรงนี้” ภิกษุนั้นยืนผูกอยู่ ณ ที่นั้น ได้พลัดตกลงมาถึงมรณภาพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๖
๒๗เรื่องร่างร้าน ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีผูกร่างร้านทำนวกรรมกันอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ตาย จึงได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “คุณจงยืนผูกตรงนี้” ภิกษุนั้นยืนผูกอยู่ ณ ที่นั้น ได้พลัดตกลงมาแต่ไม่ถึงมรณภาพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้ว กระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๗
๒๘เรื่องให้ลง ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมุงวิหารเสร็จแล้วจะลง ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้บอกภิกษุนั้นว่า “คุณจงลงทางนี้” ภิกษุนั้นจึงลงทางนั้น ได้พลัดตกลงมาถึงมรณภาพแล้ว รูปที่บอกได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๗
๒๙เรื่องให้ลง ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมุงวิหารเสร็จแล้วจะลง ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงได้บอกภิกษุรูปนั้นว่า “คุณจงลงทางนี้” ภิกษุนั้นจึงลงทางนั้น ได้พลัดตกลงถึงมรณภาพแล้ว รูปที่บอกได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๗
๓๐เรื่องให้ลง ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมุงวิหารเสร็จแล้วจะลง ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงได้บอกภิกษุรูปนั้นว่า “คุณจงลงทางนี้” ภิกษุนั้นจึงลงทางนั้น ได้พลัดตกลงมาแล้ว แต่ไม่ถึงมรณภาพ รูปที่บอกได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๘
๓๑เรื่องกระโดดหน้าผา ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งถูกความเบื่อหน่ายบีบคั้นจึงขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ แล้วโจนลงที่หน้าผาทับช่างสานคนหนึ่งตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่ควรยังตนให้ตกลงมา รูปใดให้ตกลงมา ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๘
๓๒เรื่องกระโดดหน้าผา ๒ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ แล้วพากันกลิ้งศิลาเล่น ศิลานั้นตกทับคนเลี้ยงโคคนหนึ่งตาย พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ภิกษุไม่ควรกลิ้งศิลาเล่น รูปใดกลิ้ง ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๓/๔๒๘
๓๓เรื่องอบตัว ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายจึงให้ภิกษุนั้นอบตัว ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพพระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๒๙
๓๔เรื่องอบตัว ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงให้ภิกษุนั้นอบตัว ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๒๙
๓๕เรื่องอบตัว ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงให้ภิกษุนั้นอบตัว แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๒๙
๓๖เรื่องนัดยา ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งปวดศีรษะ ภิกษุทั้งหลายได้นัดยาให้แก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพพระ พุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๐
๓๗เรื่องนัดยา ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งปวดศีรษะ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงได้นัดยาให้แก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๐
๓๘เรื่องนัดยา ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งปวดศีรษะ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงได้นัดยาให้แก่ภิกษุนั้น แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๐
๓๙เรื่องนวด ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายจึงนวดฟั้นภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๑
๔๐เรื่องนวด ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงนวดฟั้นภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๑
๔๑เรื่องนวด ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงนวดฟั้นภิกษุนั้น แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพพระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๑
๔๒เรื่องให้อาบนํ้า ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายจึงให้ภิกษุนั้นอาบน้ำ ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีดวามประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๒
๔๓เรื่องให้อาบนํ้า ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงให้ภิกษุนั้นอาบน้ำ ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๒
๔๔เรื่องให้อาบนํ้า ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงให้ภิกษุนั้นอาบน้ำ แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพพระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๒
๔๕เรื่องให้ทานํ้ามัน ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายจึงใช้นำมันทาภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๓
๔๖เรื่องให้ทานํ้ามัน ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงใช้นำมันทาภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๓
๔๗เรื่องให้ทานํ้ามัน ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงใช้นำมันทาภิกษุนั้น แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๔/๔๓๓
๔๘เรื่องให้ลุกขึ้น ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายจึงให้ภิกษุนั้นลุกขึ้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๔
๔๙เรื่องให้ลุกขึ้น ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงให้ภิกษุนั้นลุกขึ้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๔
๕๐เรื่องให้ลุกขึ้น ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพจึงให้ภิกษุนั้นลุกขึ้น แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๔
๕๑เรื่องทำให้ล้ม ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายทำให้ภิกษุนั้นล้มลง ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๕
๕๒เรื่องทำให้ล้ม ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงช่วยกันทำให้ภิกษุนั้นล้มลง ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๕
๕๓เรื่องทำให้ล้ม ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงช่วยกันทำให้ภิกษุนั้นล้มลง แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิก แล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๕
๕๔เรื่องให้ถึงมรณภาพด้วยข้าว ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้ให้ข้าวแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๖
๕๕เรื่องให้ถึงมรณภาพด้วยข้าว ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงได้ให้ข้าวแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๖
๕๖เรื่องให้ถึงมรณภาพด้วยข้าว ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงได้ให้ข้าวแก่ภิกษุนั้น แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้ว กระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๖
๕๗เรื่องให้ถึงมรณภาพด้วยนํ้าฉัน ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้ให้นํ้าแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๗
๕๘เรื่องให้ถึงมรณภาพด้วยนํ้าฉัน ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงได้ให้นํ้าแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๗
๕๙เรื่องให้ถึงมรณภาพด้วยนํ้าฉัน ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพจึงได้ให้น้ำแก่ภิกษุนั้น แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๕/๔๓๗
๖๐เรื่องหญิงมีครรภ์กับชู้ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคนหนึ่งสามีเลิกร้างไปนาน ได้มีครรภ์กับชายชู้ นางได้บอกเรื่องนี้กะภิกษุกุลุปกะว่า “พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรู้ยาที่ทำให้ครรภ์แท้งด้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับคำว่า “ดีละ น้องหญิง” แล้วได้ให้ยาที่ทำให้ครรภ์แท้งแก่หญิงนั้น ทารกได้ถึงแก่ความตาย ต่อมาเธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๖/๔๓๘
๖๑เรื่องหญิงร่วมสามี ๒ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล บุรุษคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน คนหนึ่งเป็นหมันอีกคนหนึ่งคลอดบุตรได้ตามปกติ หญิงหมันได้เล่าเรื่องนี้กะภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ถ้านางคนนั้นคลอดบุตร จักได้ครอบครองทรัพย์สินทั้งมวล พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรู้ยาที่ทำให้ครรภ์นางแท้งด้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับคำว่า “ดีละ น้องหญิง” แล้วได้ให้ยาที่ทำให้ครรภ์แท้งแก่หญิงนั้น ทารกได้ถึงแก่ความตาย แต่มารดาไม่ตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้อง อาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๖/๔๓๘
๖๒เรื่องหญิงร่วมสามี ๒ เรื่อง (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล บุรุษคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน คนหนึ่งเป็นหมันอีกคนหนึ่งคลอดบุตรได้ตามปกติ หญิงหมันได้เล่าเรื่องนี้กะภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ถ้านางคนนั้นคลอดบุตร จักได้ครอบครองทรัพย์สินทั้งมวล พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรู้ยาที่ทำให้ครรภ์นางแท้งด้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับคำว่า “ดีละ น้องหญิง” แล้วได้ให้ยาที่ทำให้ครรภ์แท้งแก่หญิงนั้น มารดาได้ถึงแก่ความตาย แต่ทารกไม่ตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๖/๔๓๙
๖๓เรื่องฆ่าสองแม่ลูกตายปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล บุรุษคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน คนหนึ่งเป็นหมันอีกคนหนึ่งคลอดบุตรได้ตามปกติ หญิงหมันได้เล่าเรื่องนี้กะภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ถ้านางคนนั้นคลอดบุตร จักได้ครอบครองทรัพย์สินทั้งมวล พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรู้ยาที่ทำให้ครรภ์นางแห้งด้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับคำว่า “ดีละ น้องหญิง” แล้วได้ให้ยาที่ทำให้ครรภ์แท้งแก่หญิงนั้น มารดาและบุตรได้ตายทั้งสองคน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๖/๔๓๙
๖๔เรื่องฆ่าสองแม่ลูกไม่ตายถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล บุรุษคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน คนหนึ่งเป็นหมัน อีกคนหนึ่งคลอดบุตรได้ตามปกติ หญิงหมันได้เล่าเรื่องนี้กะภิกษุกุลุปกะว่า “ท่านเจ้าข้า ถ้านางคนนั้นคลอดบุตร จักได้ครองครองทรัพย์สินทั้งมวล พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรู้ยาที่ทำให้ครรภ์นางแท้งด้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับคำว่า “ดีละ น้องหญิง” แล้วได้ให้ยาที่ทำให้ครรภ์แท้งแก่หญิงนั้น มารดาและบุตรไม่ตายทั้งสองคน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๖/๔๓๙
๖๕เรื่องให้รีดปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงมีครรภ์คนหนึ่งได้เล่าเรื่องนี้กะภิกษุกุลุปกะว่า “พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรู้ยาที่ทำให้ครรภ์แท้งด้วยเถิด” ภิกษุนั้นบอกว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้น เธอจงรีดออก” นางจึงได้รีดให้ครรภ์แท้งไปแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๐
๖๖เรื่องให้ร้อนปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงมีครรภ์คนหนึ่งได้เล่าเรื่องนี้กะภิกษุกุลุปกะว่า “พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรู้ยาที่ทำให้ครรภ์แท้งด้วยเถิด” ภิกษุนั้นบอกว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้น เธอจงย่างให้ครรภ์ร้อน” นางจึงย่างให้ครรภ์ร้อน ทำให้ครรภ์แท้งไป เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๐
๖๗เรื่องหญิงหมันทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงมีครรภ์คนหนึ่งได้เล่าเรื่องนี้กะภิกษุกุลุปกะว่า “พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรู้ยาที่ช่วยให้ดิฉันคลอดบุตรง่ายด้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับคำว่า “ดีละ น้องหญิง” แล้วได้ให้ยาแก่นาง นางได้ถึงแก่ความตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๐
๖๘เรื่องหญิงคลอดบุตรได้ตามปกติทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงคลอดบุตรได้ตามปกติคนหนึ่งได้เล่าเรื่องนี้กะภิกษุกุลุปกะว่า “พระคุณเจ้าข้า ขอท่านจงรู้ยาที่ช่วยไม่ให้ต้องคลอดบุตรด้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับคำว่า “ดีละ น้องหญิง” แล้วได้ให้ยาแก่นาง นางได้ถึงแก่ความตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๑
๖๙เรื่องจี้ปาจิตตีย์
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำให้ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มภิกษุสัตตรสวัคคีย์หัวเราะด้วยการใช้นิ้วมือจี้ ภิกษุนั้นเหนื่อยจนหายใจไม่หัน ได้ถึงมรณภาพลง พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๑
๗๐เรื่องทับปาจิตตีย์
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ช่วยกันขึ้นทับภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มภิกษุฉัพพัคคีย์ด้วยตั้งใจว่าจักลงโทษ จนถึงมรณภาพแล้ว พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติปาจิตตีย์”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๒
๗๑เรื่องฆ่ายักษ์ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหมอผีรูปหนึ่งปลงชีวิตยักษ์แล้วได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๒
๗๒เรื่องส่งไปที่มียักษ์และสัตว์ร้าย ๙ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งส่งภิกษุอีกรูปหนึ่งไปยังวิหารที่มียักษ์ร้าย พวกยักษ์ได้ปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะให้ตายไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๒
๗๓เรื่องส่งไปที่มียักษ์และสัตว์ร้าย ๙ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพได้ส่งภิกษุรูปหนึ่งไปยังวิหารที่มียักษ์ร้าย พวกยักษ์ได้ปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๓
๗๔เรื่องส่งไปที่มียักษ์และสัตว์ร้าย ๙ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพได้ส่งภิกษุรูปหนึ่งไปยังวิหารที่มียักษ์ร้าย แต่พวกยักษ์ไม่ได้ปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๓
๗๕เรื่องส่งไปที่มียักษ์และสัตว์ร้าย ๙ เรื่อง (๔)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งส่งภิกษุอีกรูปหนึ่งไปสู่ทางกันดารที่มีสัตว์ร้าย สัตว์ร้ายได้ปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๓
๗๖เรื่องส่งไปที่มียักษ์และสัตว์ร้าย ๙ เรื่อง (๕)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพได้ส่งภิกษุอีกรูปหนึ่งไปสู่ทางกันดารที่มีสัตว์ร้าย สัตว์ร้ายได้ปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๓
๗๗เรื่องส่งไปที่มียักษ์และสัตว์ร้าย ๙ เรื่อง (๖)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ ได้ส่งภิกษุอีกรูปหนึ่งไปสู่ทางกันดารที่มีสัตว์ร้าย แต่สัตว์ร้ายไม่ได้ปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๔
๗๘เรื่องส่งไปที่มียักษ์และสัตว์ร้าย ๙ เรื่อง (๗)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งส่งภิกษุอีกรูปหนึ่งไปสู่ทางกันดารที่มีโจร พวกโจรได้ปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๔
๗๙เรื่องส่งไปที่มียักษ์และสัตว์ร้าย ๙ เรื่อง (๘)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ ได้ส่งภิกษุอีกรูปหนึ่งไปสู่ทางกันดารที่มีโจร พวกโจรได้ปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๔
๘๐เรื่องส่งไปที่มียักษ์และสัตว์ร้าย ๙ เรื่อง (๙)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ ได้ส่งภิกษุอีกรูปหนึ่งไปสู่ทางกันดารที่มีโจร แต่พวกโจรไม่ปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๗/๔๔๔
๘๑เรื่องสำคัญแน่ ๔ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งสำคัญภิกษุผู้มีเวรกับตนว่าเป็นรูปนั้นแน่ จึงปลงชีวิตภิกษุนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๕
๘๒เรื่องสำคัญแน่ ๔ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งสำคัญภิกษุผู้มีเวรกับตนว่าเป็นรูปนั้นแน่ แต่กลับไปปลงชิวิตภิกษุอื่น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๕
๘๓เรื่องสำคัญแน่ ๔ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งสำคัญภิกษุรูปอื่นว่าเป็นภิกษุอื่นแน่แต่กลับไปปลงชีวิตภิกษุผู้มีเวรกับตน เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๕
๘๔เรื่องสำคัญแน่ ๔ เรื่อง (๔)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งสำคัญภิกษุรูปอื่นว่าเป็นภิกษุอื่นแน่จึงปลงชีวิตภิกษุรูปอื่นนั้น เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๖
๘๕เรื่องประหาร ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งถูกผีเข้า ภิกษุอีกรูปหนึ่งจึงตีภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๖
๘๖เรื่องประหาร ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งถูกผีเข้า ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงตีภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๖
๘๗เรื่องประหาร ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งถูกผีเข้า ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงตีภิกษุนั้น แต่ภิกษุนั้นไม่ถึงมรณภาพ เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๖
๘๘เรื่องพรรณนาสวรรค์ ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพรรณนาเรื่องสวรรค์แก่คนผู้ทำความดีฟัง คนนั้นดีใจจนตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ตายไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๗
๘๙เรื่องพรรณนาสวรรค์ ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ตาย จึงพรรณนาเรื่องสวรรค์แก่คนผู้ทำความดีฟัง คนนั้นดีใจจนตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๗
๙๐เรื่องพรรณนาสวรรค์ ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ตาย จึงพรรณนาเรื่องสวรรค์แก่คนผู้ทำความดีฟัง คนนั้นดีใจแต่ไม่ตาย เธอได้มี ความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๗
๙๑เรื่องพรรณนานรก ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพรรณนาเรื่องนรกแก่ผู้ควรเกิดในนรกฟัง คนนั้นตกใจจนตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะให้ตายไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๘
๙๒เรื่องพรรณนานรก ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ตาย จึงพรรณนาเรื่องนรกแก่ผู้ควรเกิดในนรกฟัง คนนั้นตกใจจนตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๘
๙๓เรื่องพรรณนานรก ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ตาย จึงพรรณนาเรื่องนรกแก่ผู้ควรเกิดในนรกฟัง คนนั้นตกใจแต่ไม่ตาย เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๘/๔๔๙
๙๔เรื่องตัดต้นไม้ที่เมืองอาฬวี ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีจะทำนวกรรมจึงช่วยกันตัดต้นไม้ ภิกษุรูปหนึ่งบอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “อาวุโส ท่านจงยืนตัดที่ตรงนี้” ต้นไม้ได้ล้มทับภิกษุผู้ยืนตัดอยู่ที่ตรงนั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๙/๔๔๙
๙๕เรื่องตัดต้นไม้ที่เมืองอาฬวี ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีจะทำนวกรรม จึงช่วยกันตัดต้นไม้ ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ จึงบอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “อาวุโส ท่านจงยืนตัดที่ตรงนี้” ต้นไม้ได้ล้มทับภิกษุผู้ยืนตัดอยู่ที่ตรงนั้นถึงมรณภาพแล้ว เธอได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๙/๔๔๙
๙๖เรื่องตัดต้นไม้ที่เมืองอาฬวี ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีจะทำนวกรรม จึงช่วยกันตัดต้นไม้ ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพจึงบอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “อาวุโส ท่านจงยืนตัดที่ตรงนี้” ต้นไม้ได้ล้มทับภิกษุผู้ยืนตัดอยู่ที่ตรงนั้น แต่ไม่ถึงมรณภาพ เธอได้มีดวามกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๘๙/๔๕๐
๙๗เรื่องเผาป่า ๓ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เผาป่า มีพวกชาวบ้านถูกไฟคลอกตาย พวกเธอได้มีดวามกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีความประสงค์จะให้ตายไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๙๐/๔๕๐
๙๘เรื่องเผาป่า ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์มีความประสงค์จะให้ตายจึงเผาป่า มีพวกชาวบ้านถูกไฟคลอกตาย พวกเธอได้มีความกังวลใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๙๐/๔๕๐
๙๙เรื่องเผาป่า ๓ เรื่อง (๓)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์มีความประสงค์จะให้ตายจึงเผาป่า มีพวกชาวบ้านถูกไฟคลอก แต่ไม่ตาย พวกเธอได้มีความกังวล ใจว่า “พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะให้ตาย พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๙๐/๔๕๐
๑๐๐เรื่องอย่าให้ทรมานปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปยังตะแลงแกงได้บอกกะเพชฌฆาตว่า “อาวุโส คุณอย่าให้นักโทษคนนี้ทรมานเลย จงประหารชีวิตด้วยการฟันทีเดียวเถิด” นายเพชฌฆาตรับคำว่า “ได้ขอรับ” แล้วประหารชีวิตด้วยการฟันทีเดียวตาย ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๙๑/๔๕๑
๑๐๑เรื่องอย่าให้ทรมานทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งไปยังตะแลงแกง ได้บอกนายเพชฌฆาตว่า “อาวุโส คุณอย่าให้นักโทษคนนี้ทรมานเลย จงประหารชีวิตด้วยการฟันทีเดียวเถิด” นายเพชฌฆาตพูดว่า “ผมจักไม่ทำตามคำของท่าน” แล้วประหารชีวิตนักโทษนั้น ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๙๑/๔๕๑
๑๐๒เรื่องให้ดื่มเปรียงปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล บุรุษคนหนึ่งมีมือและเท้าด้วน หมู่ญาติเลี้ยงดูไวัในเรือนของตระกูล ภิกษุรูปหนึ่งได้พูดกะคนพวกนั้นว่า “ท่านทั้งหลายอยากให้บุรุษผู้นี้ตายหรือไม่” “ขอรับ พวกเราอยากให้ตาย” “ถ้าเช่นนั้น จงให้เขาดื่มเปรียง” คนพวกนั้นจึงได้ให้บุรุษนั้นดื่มเปรียง บุรุษนั้นได้ตายแล้ว ภิกษุนั้นได้มีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๙๒/๔๕๑
๑๐๓เรื่องให้ดื่มยาดองโลณโสจิรกะปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล บุรุษคนหนึ่งมีมือและเท้าด้วน หมู่ญาติเลี้ยงดูไว้ในเรือนตระกูล ภิกษุณีรูปหนึ่งได้พูดกะคนพวกนั้นว่า “ท่านทั้งหลายอยากให้บุรุษผู้นี้ตายหรือไม่” “ขอรับ พวกเราอยากให้ตาย” “ถ้าเช่นนั้น จงให้เขาดื่มยาดองชื่อโลณโสจิรกะ” คนพวกนั้นจึงได้ให้บุรุษนั้นดื่มยาดองชื่อโลณโสจิรกะ บุรุษนั้นได้ตายแล้ว ภิกษุณีนั้นได้มีความกังวลใจ จึงได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย พวกภิกษุณีได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีนั้นต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๑๙๒/๔๕๒
PRJ-04
๔. อุตตริมนุสสธรรม
อวดคุณวิเศษเหนือมนุษย์ที่ไม่มีในตน — Uttarimanussadhamma
📌องค์ประกอบอาบัติ
- คุณวิเศษเหนือมนุษย์ (ฌาน สมาบัติ มรรค ผล — ที่ชาวบ้านได้ยินแล้วศรัทธา) ไม่มีในตนจริง
- ภิกษุ รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มี
- มี เจตนาจะอวด เพื่อหาลาภสักการะ/ศรัทธา
- กล่าวอวดต่อมนุษย์ (ถ้าอวดต่อสัตว์/อมนุษย์ ไม่เข้าข้อนี้)
- ผู้ฟังเข้าใจความหมายในขณะนั้น
⚖️ระดับอาบัติ
อวดคุณวิเศษที่ไม่มี (ทั้งโดยตรงและโดยนัย) ผู้ฟังเข้าใจทันทีปาราชิก
อวดแล้วผู้ฟังไม่เข้าใจในขณะนั้นถุลลัจจัย
อวดต่ออมนุษย์ (เทวดา เปรต ยักษ์) / สัตว์ดิรัจฉานทุกกฏ
อธิมาน (สำคัญผิดเองว่าบรรลุแล้ว จึงบอกคนอื่น)ไม่ต้องอาบัติ
💡สรุปสาระสำคัญ
- เหตุบัญญัติ: คราวข้าวยากหมากแพง (ทุพภิกขภัย) ภิกษุกลุ่มหนึ่งจำพรรษาอยู่ ริมฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา ตกลงกันว่าจะพากัน กล่าวชมคุณวิเศษของกันและกันให้คฤหัสถ์ฟัง อ้างว่า "ภิกษุพุทธรักขิตได้ปฐมฌาน ภิกษุธรรมรักขิตได้ทุติยฌาน" เพื่อให้ญาติโยมศรัทธาถวายอาหารบริบูรณ์
- ผลคือภิกษุกลุ่มนี้ มีหน้าตาผ่องใส อินทรีย์อิ่ม ผิวพรรณเรืองรองดังดอกกรรณิการ์ แตกต่างจากภิกษุที่อดอยากในที่อื่น เพราะได้ฉันอาหารบริบูรณ์ในคราวข้าวยาก — แสดงถึงการได้มาโดยไม่สมควร
- พระพุทธเจ้าทรงจัดภิกษุกลุ่มนี้เป็น ๑ ใน มหาโจร ๕ จำพวก เพราะโกงศรัทธาของชาวบ้านเพื่อกินก้อนข้าว — จัดเป็นโจรกรรมในธรรมวินัย
- อธิมาน (เข้าใจผิดว่าตนบรรลุแล้ว) ยกเว้นได้ — พระสาวกบางรูปทำสมาธิได้ดี จนเข้าใจเองว่าเป็นโสดาบันหรืออรหันต์ แล้วบอกคนอื่นด้วยความจริงใจ ภายหลังรู้ว่าไม่ใช่ กรณีนี้ไม่ต้องปาราชิก เพราะขาดองค์ "รู้อยู่ว่าไม่มี"
- แม้บรรลุจริง ก็ห้ามบอกคฤหัสถ์หรือผู้ที่ยังไม่ได้อุปสมบท — เป็นปาจิตตีย์ข้อ ๘ (ภูตาโรจนสิกขาบท) ไม่เข้าข้อนี้
สิกขาบทบาลี
โย ปน ภิกฺขุ อนภิชานํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อตฺตูปนายิกํ อลมริยญาณทสฺสนํ สมุทาจเรยฺย "อิติ ชานามิ อิติ ปสฺสามี"ติ ... อญฺญตฺร อธิมานา, อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส ฯ
คำแปล: "ภิกษุใดไม่รู้จริง กล่าวอวดคุณวิเศษเหนือมนุษย์อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ น้อมเข้ามาในตนว่า 'ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้' … เว้นแต่เข้าใจผิดว่าได้บรรลุ — แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
อ้างอิง
วิ.มหา. ๑/๑๙๓–๒๓๑/๔๕๓–๕๕๘
วิ.มหา.อ. ๒/๖๐๕–๖๖๔
📎กรณีศึกษา — วินีตวัตถุ
๑เรื่องสำคัญว่าได้บรรลุไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอวดอ้างคุณวิเศษด้วยสำคัญว่าได้บรรลุแล้วมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติเพราะสำคัญว่าได้บรรลุ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๒๘
๒เรื่องอยู่ป่าไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ป่าด้วยตั้งใจว่าผู้คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ ผู้คนก็ยกย่องแล้ว เธอมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงอยู่ป่าด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดอยู่ด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๒๙
๓เรื่องเที่ยวบิณฑบาตไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตด้วยตั้งใจว่าผู้คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ ผู้คนก็ยกย่องเธอแล้ว เธอมีความกังวลใจว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงเที่ยวบิณฑบาตด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดเที่ยวบิณฑบาตด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๒๙
๔เรื่องอุปัชฌาย์ ๒ เรื่อง (๑)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “อาวุโส พวกภิกษุสัทธิวิหาริกของพระอุปัชฌาย์ของพวกเราล้วนเป็นพระอรหันต์” เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๒๙
๕เรื่องอุปัชฌาย์ ๒ เรื่อง (๒)ถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “อาวุโส พวกภิกษุอันเตวาสิกของพระอุปัชฌาย์ของพวกเรา ล้วนเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก” เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๓๐
๖เรื่องอิริยาบถ ๔ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเดินจงกรมแน่วด้วยตั้งใจว่าผู้คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ ผู้คนก็ยกย่องเธอแล้ว เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงเดินจงกรมแน่วด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดเดินจงกรมด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๓๐
๗เรื่องอิริยาบถ ๔ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งยืนแน่วด้วยตั้งใจว่าผู้คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ ผู้คนก็ยกย่องเธอแล้ว เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงยืนแน่วด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดยืนด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๓๐
๘เรื่องอิริยาบถ ๔ เรื่อง (๓)ไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนั่งแน่วด้วยตั้งใจว่าผู้คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ ผู้คนก็ยกย่องเธอแล้ว เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงนั่งแน่วด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดนั่งด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๓๐
๙เรื่องอิริยาบถ ๔ เรื่อง (๔)ไม่ต้องอาบัติ (ทรงห้ามต่อไป)
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนอนแน่วด้วยตั้งใจว่าผู้คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ ผู้คนก็ยกย่องเธอแล้ว เธอมีความกังวลใจจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงนอนแน่วด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดนอนด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๓๑
๑๐เรื่องละสังโยชน์ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม้ภิกษุนั้นก็กล่าวอวดอย่างนี้ว่า “อาวุโส แม้ผมก็ละสังโยชน์ได้แล้ว” เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๓/๕๓๑
๑๑เรื่องธรรมในที่ลับ ๒ เรื่อง (๑)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่ลับพูดอวดอุตตริมนุสสธรรม ภิกษุผู้รู้ความคิดของบุคคลอื่นตักเตือนเธอว่า “อาวุโส คุณอย่าได้พูดเช่นนั้น เพราะธรรมเช่นนั้นของคุณไม่มี” เธอมีความกังวลใจจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๔/๕๓๑
๑๒เรื่องธรรมในที่ลับ ๒ เรื่อง (๒)ทุกกฏ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่ลับพูดอวดอุดตริมนุสสธรรม เทวดาตักเตือนเธอว่า “พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้น เพราะธรรมเช่นนั้นของพระคุณเจ้าไม่มี” ภิกษุนั้นมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๔/๕๓๒
๑๓เรื่องวิหารถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดกะอุบาสกคนหนึ่งว่า “ดูก่อนอุบาสก ภิกษุผู้อยู่ในวิหารของท่านนั้นเป็นพระอรหันต์” และภิกษุนั้นก็อยู่ในวิหารของอุบาสกนั้น เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๔/๕๓๒
๑๔เรื่องบำรุงถุลลัจจัย
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดกะอุบาสกคนหนึ่งว่า “ดูก่อนอุบาสก ภิกษุที่ท่านบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัช บริขารนั้นเป็นพระอรหันต์” และอุบาสกนั้นก็บำรุงภิกษุนั้นด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมีความกังวลใจจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๔/๕๓๒
๑๕เรื่องทำไม่ยากไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้ถามภิกษุนั้นว่า “คุณมีอุตตริมนุสสธรรมหรือ” ภิกษุนั้นตอบว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย การทำพระอรหัตตผลให้แจ้งไม่ใช่ของทำได้ยาก” แล้วเธอก็มีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๕/๕๓๓
๑๖เรื่องความเพียรไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้ถามภิกษุนั้นว่า “คุณมีอุตตริมนุสสธรรมหรือ” ภิกษุนั้นตอบว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ท่านผู้ปรารภความเพียรแล้ว พึงยังธรรมให้สัมฤทธิผลได้” แล้วเธอก็มีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๕/๕๓๓
๑๗เรื่องไม่กลัวความตายไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนอาวุโส คุณอย่าได้กลัวเลย” ภิกษุนั้นตอบว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ผมไม่กลัวต่อความตาย” แล้วเธอก็มีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๕/๕๓๔
๑๘เรื่องเดือดร้อนใจไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนอาวุโส ท่านอย่าได้กลัวเลย” ภิกษุนั้นตอบว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย สำหรับท่านผู้เดือดร้อนใจต้องกลัวแน่” แล้วเธอก็มีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๕/๕๓๔
๑๙เรื่องประกอบโดยชอบไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้ถามภิกษุนั้นว่า “คุณมีอุตตริมนุสสธรรมหรือ” ภิกษุนั้นตอบว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อันท่านผู้ประกอบโดยชอบพึงยังธรรมให้สัมฤทธิผลได้” แล้วเธอก็มีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๕/๕๓๕
๒๐เรื่องปรารภความเพียรไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้ถามภิกษุนั้นว่า “คุณมีอุตตริมนุสสธรรมหรือ” ภิกษุนั้นตอบว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ท่านผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วพึงยังธรรมให้สัมฤทธิผลได้” แล้วเธอก็มีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๕/๕๓๕
๒๑เรื่องประกอบความเพียรไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้ถามภิกษุนั้นว่า “คุณมีอุตตริมนุสสธรรมหรือ” ภิกษุนั้นตอบว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ท่านผู้มีความเพียรอันประกอบแล้วพึงยังธรรมให้สัมฤทธิผลได้” แล้วเธอก็มีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้นส่วน เราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๕/๕๓๖
๒๒เรื่องอดกลั้นเวทนา ๒ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้ถามภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนอาวุโส คุณยังพอทนได้หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้หรือ” ภิกษุนั้นตอบว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อันคนพอดีพอร้ายไม่สามารถจะอดกลั้นได้หรอก” แล้วเธอก็มีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๕/๕๓๖
๒๓เรื่องอดกลั้นเวทนา ๒ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้ถามภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนอาวุโส คุณยังพอทนได้หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้หรือ” ภิกษุนั้นตอบว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อันปุถุชนไม่สามารถจะอดกลั้นได้หรอก” แล้วเธอก็มีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๕/๕๓๖
๒๔เรื่องพราหมณ์ ๕ เรื่อง (๑)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า “นิมนต์พระอรหันต์ทั้งหลายมาเถิดเจ้าข้า” ภิกษุเหล่านั้นมีความกังวลใจว่า “พวกเราหาได้เป็นพระอรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรดีหนอ” จึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติในเพราะคำกล่าวด้วยความเลื่อมใส”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๖/๕๓๗
๒๕เรื่องพราหมณ์ ๕ เรื่อง (๒)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า “นิมนต์พระอรหันต์ทั้งหลายนั่งเถิดเจ้าข้า” ภิกษุเหล่านั้นมีความกังวลใจว่า “พวกเราหาได้เป็นพระอรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรดีหนอ” จึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติในเพราะคำกล่าวด้วยความเลื่อมใส”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๖/๕๓๗
๒๖เรื่องพราหมณ์ ๕ เรื่อง (๓)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า “นิมนต์พระอรหันต์ทั้งหลายฉันเถิดเจ้าข้า” ภิกษุเหล่านั้นมีความกังวลใจว่า “พวกเราหาได้เป็นพระอรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรดีหนอ” จึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติในเพราะคำกล่าวด้วยความเลื่อมใส”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๖/๕๓๘
๒๗เรื่องพราหมณ์ ๕ เรื่อง (๔)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า “นิมนต์พระอรหันต์ทั้งหลายฉันให้อิ่มเถิดเจ้าข้า” ภิกษุเหล่านั้นมีความกังวลใจว่า “พวกเราหาได้เป็นพระอรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรดีหนอ” จึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติในเพราะคำกล่าวด้วยความเลื่อมใส”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๖/๕๓๘
๒๘เรื่องพราหมณ์ ๕ เรื่อง (๕)ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า “นิมนต์พระอรหันต์ทั้งหลายกลับไปเถิดเจ้าข้า” ภิกษุเหล่านั้นมีความกังวลใจว่า “พวกเราหาได้เป็นพระอรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรดีหนอ” จึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติในเพราะคำกล่าวด้วยความเลื่อมใส”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๖/๕๓๘
๒๙เรื่องพยากรณ์มรรคผล ๓ เรื่อง (๑)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม้ภิกษุรูปนั้นก็กล่าวอย่างนี้ว่า “อาวุโส แม้ผมก็ละ อาสวะได้” เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๖/๕๓๘
๓๐เรื่องพยากรณ์มรรคผล ๓ เรื่อง (๒)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม้ภิกษุรูปนั้นก็ได้กล่าวอย่างนี้ว่า “อาวุโส แม้ผมก็มีธรรมเหล่านั้น” เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๖/๕๓๙
๓๑เรื่องพยากรณ์มรรคผล ๓ เรื่อง (๓)ปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม้ภิกษุรูปนั้นก็โต้กล่าวอย่างนี้ว่า “อาวุโส แม้ผมก็ปรากฏชัดในธรรมเหล่านี้” เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๖/๕๓๙
๓๒เรื่องครองเรือนไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกญาติได้กล่าวกะภิกษุรูปหนึ่งว่า “นิมนต์ท่านมาอยู่ครองเรือนเถิด ขอรับ” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ญาติโยมทั้งหลาย คนอย่างฉันไม่ควรที่จะอยู่ครองเรือนดอก” เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๖/๕๓๙
๓๓เรื่องห้ามกามไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกญาติได้กล่าวกะภิกษุรูปหนึ่งว่า “นิมนต์ท่านมาบริโภคกามเถิด ขอรับ” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ญาติโยมทั้งหลาย กามทั้งหลายฉันห้ามได้แล้ว” เธอมีความกังวลใจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๗/๕๓๙
๓๔เรื่องยินดีไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกญาติได้กล่าวกะภิกษุรูปหนึ่งว่า “ท่านยังยินดีอยู่หรือ” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ญาติโยมทั้งหลาย ฉันยินดีอยู่ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง” เธอมีความกังวลใจว่า “เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะพูดอวดไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๗/๕๔๐
๓๕เรื่องหลีกไปปาราชิก
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากจำพรรษาอยู่ในอาวาสแห่งหนึ่งตั้งกติกากันไว้ว่า “ภิกษุรูปใดหลีกไปจากอาวาสนี้ก่อน พวกเราจักเข้าใจภิกษุนั้นว่าเป็นพระอรหันต์” ภิกษุรูปหนึ่งหลีกไปจากอาวาสนั้นก่อนด้วยตั้งใจว่า “ภิกษุทั้งหลายจะได้เข้าใจเราว่าเป็นพระอรหันต์“ เธอมีความกังวลใจว่า “เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๗/๕๔๐
๓๖เรื่องอัฏฐิสังขลิกเปรต (เปรตร่างกระดูก)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ ครั้นเวลาเช้า ท่านพระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถือบาตรจีวรแล้วเข้าไปหาท่านพระลักขณะจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระลักขณะดังนี้ว่า “อาวุโสลักขณะ มาเถิด เราจะเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ด้วยกัน” ท่านพระลักขณะรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ขณะที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังลงจากเขาคิชฌกูฏนั้น ได้แย้มขึ้น ณ ที่แห่งหนึ่ง ท่านพระลักขณะจึงได้ถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า “อาวุโสมหาโมคคัลลานะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านแย้มขึ้นมา” “อาวุโสลักขณะ ยังไม่ใช่เวลาที่จะตอบปัญหานี้ ท่านจงถามผมถึงปัญหานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด” ครั้นท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรช้างหนึ่ง ครั้นนั่งแล้วท่านพระลักขณะได้กล่าวกะท่านพระมหาโมคคัลลานะดังนี้ว่า “อาวุโสโมคคัลลานะ เมื่อท่านกำลังลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้แย้มขึ้น ณ ที่แห่งหนึ่ง อาวุโสโมคคัลลานะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านแย้มขึ้นมา” ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นอัฏฐิสังขลิกเปรตซึ่งมีแต่ร่างกระดูกลอยไปในเวหา มีฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้ง ฉีกเนื้อตามช่องซี่โครง สะบัดอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนื้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายย่อมเป็นผู้มีจักษุมีญาณอยู่ คือสาวกที่ได้รู้ได้เห็นสัตว์เช่นนี้หรือที่ทำให้เป็นพยานได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนเราก็ได้เห็นสัตว์นั้น แต่เราไม่ได้พยากรณ์ ถ้าเราพยากรณ์สัตว์นั้น คนอื่นก็จะไม่เชื่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แก่ผู้ไม่เชื่อเราเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นคนฆ่าโคอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นเขาจึงหมกไหม้อยู่ในนรกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี แล้วได้รับอัตภาพเช่นนี้ ด้วยวิบากที่เหลือแห่งกรรมนั้นแหละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๘/๕๔๑
๓๗เรื่องมังสเปสิเปรต (เปรตร่างชิ้นเนื้อ)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ ครั้นเวลาเช้า ท่านพระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวรแล้ว เข้าไปหาท่านพระลักขณะจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระลักขณะ ดังนี้ว่า “อาวุโสสักขณะมาเถิดเราจะเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ด้วยกัน” ท่านพระสักขณะรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ขณะที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังลงจากเขาคิชฌกูฏนั้น ได้แย้มขึ้น ณ ที่แห่งหนึ่ง ท่านพระลักขณะจึงได้ถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า “อาวุโสมหาโมคคัลลานะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านแย้มขึ้นมา” “อาวุโสลักขณะ ยังไม่ใช่เวลาที่จะตอบปัญหานี้ ท่านจงถามผมถึงปัญหานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด” ครั้นท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นนั่งแล้วท่านพระลักขณะได้กล่าวกะท่านพระมหาโมคคัลลานะดังนี้ว่า “อาวุโสโมคคัลลานะ เมื่อท่านกำลังลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้แย้มขึ้น ณ ที่แห่งหนึ่ง อาวุโสโมคคัลลานะ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านแย้มขึ้นมา” ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นมังสเปสิเปรตซึ่งมีแต่ชิ้นเนื้อลอยไปในเวหา มีฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้งฉีกเนื้อตามช่องซี่โครง สะบัดอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโสผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็น ปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายย่อมเป็นผู้มีจักษุมีญาณอยู่ คือสาวกที่ได้รู้ได้เห็น สัตว์เช่นนี้หรือที่ทำให้เป็นพยานได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนเราก็ได้เห็นสัตว์นั้น แต่เราไม่ได้พยากรณ์ ถ้าเราพยากรณ์สัตว์นั้น คนอื่นก็จะไม่เชื่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ แก่ผู้ไม่เชื่อเราเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นคนฆ่าโคอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นเขาจึงหมกไหม้อยู่ในนรกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี แล้วได้รับอัตภาพเช่นนี้ ด้วยวิบากที่เหลือแห่งกรรมนั้นแหละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๒
๓๘เรื่องมังสปิณฑเปรต (เปรตร่างก้อนเนื้อ)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นมังสปิณฑเปรตซึ่งมีแต่ก้อนเนื้อลอยไปในเวหา มีฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้งฉีกเนื้อสะบัด ร่างนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นพรานนกอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๔
๓๙เรื่องนิจฉวิเปรต (เปรตเพศชายมีร่างไร้ผิวหนัง)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นนิจฉวิเปรตซึ่งเป็นเพศชาย ไม่มีผิวหนัง ลอยอยู่ในเวหา มีฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิก ทึ้งฉีกเนื้อร่างนั้นสะบัดอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นคนฆ่าแกะอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๕
๔๐เรื่องอสิโลมเปรต (เปรตเพศชายมีขนเป็นดาบ)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นอสิโลมเปรตซึ่งเป็นเพศชายมีขนเป็นดาบลอยอยู่ในเวหา ดาบเหล่านั้นหลุดลอยขึ้นไปแล้วก็ตกลงมาที่ร่างของมันอีก เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่า อัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นคนฆ่าสุกรอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๕
๔๑เรื่องสัตติโลมเปรต (เปรตเพศชายมีขนเป็นหอก)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ .... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นสัตติโลมเปรตซึ่งเป็นเพศชายมีขนเป็นหอกลอยอยู่ในเวหา หอกเหล่านั้นหลุดลอยขึ้นไปแล้วก็ตกลงมาที่ร่างของมันอีก เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นพรานล่าสัตว์อยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๖
๔๒เรื่องอุสุโลมเปรต (เปรตเพศชายมีขนเป็นลูกศร)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นอุสุโลมเปรตซึ่งเป็นเพศชายมีขนเป็นลูกศรลอยอยู่ในเวหา ลูกศรเหล่านั้นหลุดลอยขึ้นไปแล้วก็ตกลงมาที่ร่างของมันอีก เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นเพชฌฆาตอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๗
๔๓เรื่องสูจิโลมเปรต (เปรตมีขนเป็นเข็ม)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นสูจิโลมเปรตซึ่งเป็นเพศชายมีขนเป็นเข็มลอยอยู่ในเวหา เข็มเหล่านั้นหลุดลอยขึ้นไปแล้วก็ตกลงมาที่ร่างของมันอีก เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่า อัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า“ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นนายสารถีอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๗
๔๔เรื่องสูจกโลมเปรต (เปรตถูกเข็มเสียบ)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นสูจกเปรตซึ่งเป็นเพศชายถูกเข็มเสียบลอยอยู่ในเวหา เข็มเหล่านั้นเสียบเข้าที่ศีรษะของเปรตนั้นแล้วออกทางปาก เสียบเข้าที่ปากแล้วออกทางอก เสียบเข้าที่อกแล้วออกทางท้อง เสียบเข้าที่ท้องแล้วออกทางขา เสียบเข้าที่ขาแล้วออกทางแข้ง เสียบเข้าที่แข้งแล้วออกทางเท้า เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นคนส่อเสียดอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๘
๔๕เรื่องกุมภัณฑเปรต (เปรตมีอัณฑะโตเท่าหม้อ)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นกุมภัณฑเปรตซึ่งเป็นเพศชายมีลูกอัณฑะโตเท่าหม้อลอยอยู่ในเวหา เปรตนั้น เมื่อเดินก็ต้องยกลูกอัณฑะขึ้นพาดคอแล้วเดิน เมื่อนั่งก็ต้องนั่งทับลูกอัณฑะ ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้งฉีกเนื้อเปรตนั้นสะบัดอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นผู้พิพากษาโกงชาวบ้านอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๙
๔๖เรื่องคูถนิมุคคเปรต (เปรตจมคูถ)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นคูถนิมุคคเปรตซึ่งเป็นเพศชายจมคูถจนมิด ศีรษะลอยอยู่ในเวหา มีฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้งฉีกเนื้อเปรตนั้นสะบัดอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนื้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่นอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๔๙
๔๗เรื่องคูถขาทิเปรต (เปรตกินคูถ)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นคูถขาทิเปรตซึ่งเป็นเพศชายจมอยู่ในหลุมคูถจนมิดศีรษะพลางใช้มือทั้งสองกอบคูถกิน ลอยอยู่ในเวหา ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้งฉีกเนื้อเปรตนั้นสะบัดอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า“ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นพราหมณ์ผู้ชั่วช้าอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง คือครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พราหมณ์นั้นนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ด้วยภัตตาหารแล้ว สั่งให้คนเทคูถลงในรางจนเต็ม ให้ไปแจ้งเวลาฉัน แล้วได้กล่าวดังนี้ว่า ‘ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงฉันอาหารและนำไปให้พอแก่ความต้องการจากสถานที่นี้’ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เขาหมกไหม้อยู่ในนรกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี แล้วได้รับอัตภาพเช่นนี้ด้วยวิบากที่เหลือแห่งกรรมนั้นแหละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๒๙/๕๕๐
๔๘เรื่องนิจฉวิตถีเปรต (เปรตเพศหญิงไม่มีผิวหนัง)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นนิจฉวิตถีเปรตซึ่งเป็นเพศหญิง ไม่มีผิวหนัง ลอยอยู่ในเวหา มีฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้งฉีกเนื้อเปรตนั้นสะบัดอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า“ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยประพฤตินอกใจสามีอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๐/๕๕๑
๔๙เรื่องมังคุลิตถีเปรต (เปรตเพศหญิงรูปร่างน่าเกลียด)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นมังคุลิตถีเปรตซึ่งเป็นเพศหญิง มีรูปร่างน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็น ลอยอยู่ในเวหา มีฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้งฉีกเนื้อเปรตนั้นสะบัดอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นแม่มดอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๐/๕๕๒
๕๐เรื่องโอกิลินีเปรต (เปรตเพศหญิงถูกไฟลวก)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นโอกิลินีเปรตซึ่งเป็นเพศหญิง มีร่างกายมอมแมม ถูกไฟลวก มีเถ้าถ่านลอยคลุ้งรอบตัว ลอยอยู่ในเวหา มีฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้งฉีกเนื้อเปรตนั้นสะบัด อยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากาลิงคะ นางเป็นคนขี้หึง ได้เอากระทะที่มีถ่านไฟคลอกสตรีผู้ร่วมพระสวามีด้วยกัน ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๐/๕๕๒
๕๑เรื่องอสีสกพันธเปรต (เปรตใม่มีศีรษะ)ไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นอสีสกพันธเปรต (เปรตไม่มีศีรษะ) ตาและปากของเปรตนั้นมีอยู่ตรงอก มีฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกทึ้งฉีกเนื้อเปรตนั้นสะบัดอยู่ไปมา เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็น ปานนี้มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุลสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเกิดเป็นเพชฌฆาตฆ่าโจรชื่อทามริกะ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๐/๕๕๓
๕๒เรื่องเปรตภิกษุไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นเปรตซึ่งมีรูปร่างเป็นภิกษุลอยอยู่ในเวหา สังฆาฏิ บาตร และประคดเอวของเปรตนั้นมีไฟติดลุกโชนโชติช่วง เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็นภิกษุผู้มีบาปหนาในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๐/๕๕๔
๕๓เรื่องเปรตภิกษุณีไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤษ์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นเปรตซึ่งมีรูปร่างเป็นภิกษุณีลอยอยู่ในเวหา สังฆาฏิ บาตร และประคดเอวของเปรตนั้นมีไฟติดลุกโชนโชติช่วง เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์ จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็นภิกษุณีผู้มีบาปหนาในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๐/๕๕๔
๕๔เรื่องเปรตสิกขมานาไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นเปรตซึ่งมีรูปร่างเป็นสิกขมานาลอยอยู่ในเวหา สังฆาฏิ บาตร และประคดเอวของเปรตนั้นมีไฟติดลุกโชนโชติช่วง เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็นสิกขมานาผู้มีบาปหนาในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๐/๕๕๕
๕๕เรื่องเปรตสามเณรไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นเปรตซึ่งมีรูปร่างเป็นสามเณรลอยอยู่ในเวหา สังฆาฏิ บาตร และประคดเอวของเปรตนั้นมีไฟติดลุกโชนโชติช่วง เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุสสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็นสามเณรผู้มีบาปหนาในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๐/๕๕๖
๕๖เรื่องเปรตสามเณรีไม่ต้องอาบัติ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า “อาวุโส ผมลงจากเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นเปรตซึ่งมีรูปร่างเป็นสามเณรีลอยอยู่ในเวหา สังฆาฏิ บาตร และประคดเอวของเปรตนั้นมีไฟติดลุกโชนโชติช่วง เปรตนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์ จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่มีสัตว์เห็นปานนี้ มียักษ์เห็นปานนี้ มีเปรตเห็นปานนี้ มีการได้อัตภาพเห็นปานนี้อยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตตริมนุลสธรรม” ครั้งนั้น
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็นสามเณรีผู้มีบาปหนาในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๐/๕๕๖
๕๗เรื่องแม่นํ้าตโปทาไม่ต้องอาบัติ
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำตโปทานี้ไหลมาแต่ห้วงนํ้าใด ห้วงน้ำนั้น มีน้ำใส เย็น จืดสนิท สะอาดบริสุทธิ์ มีท่าเรียบราบ น่ารื่นรมย์ มีปลาและเต่ามาก และมีดอกบัวประมาณเท่ากงเกวียนแย้มบานอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น แม่น้ำตโปทานี้ก็ยังเดือดพล่านไหลไปอยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า “ดูก่อนอาวุโส แม่น้ำตโปทานี้ไหลมาแต่ห้วงน้ำใด ห้วงน้ำนั้นมีนํ้าใส เย็น จืดสนิท สะอาดบริสุทธิ์ มีท่าเรียบราบ น่ารื่นรมย์ มีปลาและเต่ามาก และมีดอกบัวประมาณเท่ากงเกวียนแย้มบานอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น แม่น้ำตโปทานี้ก็ยังเดือดพล่านไหลไปอยู่’ ดังนี้เล่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวอวดอุดตริมนุสสธรรม” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำตโปทานี้ไหลมาแต่ห้วงน้ำใดห้วงน้ำนั้นมี นํ้าใส เย็น จืดสนิท สะอาดบริสุทธิ์ มีท่าเรียบราบ น่ารื่นรมย์ มีปลาและเต่ามาก และมีดอกบัวประมาณเท่ากงเกวียนแย้มบานอยู่ เออก็แม่น้ำ ตโปทานี้ไหลผ่านมาในระหว่างมหานรกสองขุม เพราะฉะนั้น แม่น้ำตโปทานี้จึงเดือดพล่านไหลไปอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๑/๕๕๗
๕๘เรื่องรบ ณ พระนครราชคฤห์ไม่ต้องอาบัติ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช ทรงทำสงครามพ่ายแพ้พวกเจ้าลิจฉวี ต่อมาภายหลัง ท้าวเธอทรงระดมพลยกไปรบชนะพวกเจ้าลิจฉวี และเขาตีกลองนันทิเภรีประกาศชัยชนะในสงครามว่า “พระราชาทรงชนะพวกเจ้าลิจฉวีแล้ว” ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “อาวุโสทั้งหลาย พระราชาทรงปราชัยพวกเจ้าลิจฉวิ แต่เขาตีกลองนันทิเภรีประกาศชัยชนะในสงครามว่า ‘พระราชาทรงได้ชัยชนะพวกเจ้าลิจฉวิแล้ว” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย พระราชาทรงปราชัยพวกเจ้าลิจฉวีแล้ว แต่เขาตีกลองนันทิเภรีประกาศชัยชนะในการสงครามว่า ‘พระราชาทรงได้ชัยชนะพวกเจ้าลิจฉวีแล้ว’ ดังนี้เล่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งแรกพระราชาทรงปราชัยพวกเจ้าลิจฉวี ต่อมาภายหลัง ท้าวเธอทรงระดมพลยกไปรบชนะพวกเจ้าลิจฉวี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๑/๕๕๘
๕๙เรื่องช้างลงนํ้าไม่ต้องอาบัติ
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราเข้าอาเนญชสมาธิ ใกล้ฝั่งแม่น้ำสัปปินิกา ณ ตำบลนี้ ได้ยินเสียงโขลงช้างที่ลงน้ำแล้วขึ้นมาเปล่งเสียงดังโกญจนาทอยู่” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราเข้าอาเนญชสมาธิ ใกล้ฝั่งแม่นํ้าสัปปินิกา ณ ตำบลนี้ ได้ยินเสียงโขลงช้างที่ลงนํ้าแล้วขึ้นมาเปล่งเสียงดังโกญจนาทอยู่’ ดังนี้เล่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธินั้นมีอยู่ แต่ไม่บริสุทธิ์ โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๒/๕๕๙
๖๐เรื่องพระโสภิตะอรหันต์ระลึกชาติได้ ๕๐๐ กัปไม่ต้องอาบัติ
ครั้งนั้น ท่านพระโสภิตะเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราระลึกชาติได้ ๕๐๐ กัลป์” ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระโสภิตะจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราระลึกชาติได้ ๕๐๐ กัลป์’ ดังนี้เล่า ท่านพระโสภิตะกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธดำรัส: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชาตินี้ของโสภิตะมีอยู่ แต่มีชาติเดียวเท่านั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โสภิตะพูดจริง โสภิตะไม่ต้องอาบัติ”
📍 วิ.มหา. ๑/๒๓๒/๕๕๙